5 เมษายน 2557

: "สะบาโต" ตำนานในอดีต





ก็นึกอยากจะเขียนเกี่ยวกับคำนี้แหละนะ คนที่เชื่อพระเจ้าได้ระยะหนึ่งก็จะได้ยินโบสถ์อื่นๆเรียกวันอาทิตย์เป็น "วันสะบาโต" เป็นวันที่นู่นนี่นั่น  มันคืออะไรกันแน่ หลายคนยังไม่รู้ดิว่ามันคืออะไร เป็นวันพิเศษหรือ อ้าวไหนบอกว่าพอพระเยซูมาทุกวันพิเศษเหมือนกัน ขอพูดความคิดของตัวเองนิดนึงนะ เพราะพบว่าบางคนทำหน้างงๆในเรื่องนี้ บางคนไม่กล้าระบุว่ามันเกี่ยวกับแผ่นดินพระเจ้ายังไง เห็นหลายคนเขานับถือกันก็ไม่อยากแตกต่างซะงั้น เอางี้ ตรงๆ เขียนเว็บไม่เก่ง จัดตัวหนังสือไม่เเป็น ไม่ว่ากันนะเอาที่เนื้อหาละกัน จะพูดสิ่งที่เข้าใจแบบตรงๆ

1. "สะบาโต" แปลว่า"พัก" เริ่มต้นด้วย ปฐมกาล 2:2 พระเจ้าสร้างโลกเสร็จใน 6 วันและวันที่ 7 เริ่มต้นการพักผ่อนและดำเนิน จนกระทั่งอาดัมและเอวาล้มลงในบาป ต้องถูกขับออกจากสวนเอเดน (ต้องออกมาทำงานซะงั้น) พระเจ้าสัญญาว่าจะนำเขากลับมา (สู่การพัก


2. ชนชาติอิสราเอลรู้ตัวว่ามนุษย์หลุดจากการครอบครองของพระเจ้า และมีคำพยากรณ์มากมายที่พระเจ้าบอกว่าคนอิสราเอลจะกลับเข้าสู่ดินแดนพระเจ้าอีกครั้ง หรือเข้าสู่การพักอีกครั้ง ต่อมาคนอิสราเอลตกเป็นทาสในอียิป 400 ปีและพระเจ้านำเขาออกมาจากอียิป ก็ช่วงนี้แหละครับที่โมเสสประกาศให้มีวันที่เรียกว่า"วันสะบาโต" ให้หยุดการทำงานเป็นวันพักผ่อนที่มาจากพระเจ้า ต่อมาโยชูวานำกองทัพไร้พ่ายตะลุยเข้าสู่คานาอัน ยึดดินแดนแห่งพระสัญญา และเริ่มต้นการปกครอง


3. คนอิสราเอลสมัยโยชูวาเข้าใจว่า การที่กองทัพโยชูวาเข้าครอบครองคานาอันได้สำเร็จเป็นการที่อิสราเอลกลับสู่แผ่นดินพระเจ้าแล้ว แต่ ฮีบรู 4:8-9 "เพราะถ้าโยชูวาได้ให้เขาเข้าสู่การพักสงบ พระเจ้าก็คงไม่ต้องตรัสถึงอีกวันหนึ่งในภายหลัง สะบาโตแห่งการพักสงบสำหรับประชากรณ์ของพระเจ้าจึงบังคงอยู่ " ชัดปะ ระบุชัดว่าเรื่องการเข้าสู่การพักของโยชูวาไม่ใช่ของแท้แต่สะท้อนถึงวันที่จะมาภายหลังซึ่งคือพระเยซู(โยชูวาเป็นภาพของพระเยซู) เป็นวันที่ผู้เชื่อทุกคนจะได้พัก


4. มาดูจุดหมายที่ตอนนั้นพระเจ้าให้มีสะบาโตนะ เอเสเคียล 20:12 บอกว่า"เราได้มอบวันสะบาโตแก่พวกเขา เป็นหมายสำคัญระหว่างเราทั้งสองผ่าย เพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าเราผู้เป็นพระยาเวย์ได้ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์" ชัดไหมครับว่าวันสะบาโตในพระคัมภีร์เดิมเล็งไปถึงหรือเป็นเครื่องมือให้อิสราเอลระลึกกว่าพระเจ้าทำให้เขาบริสุทธ์ และจริงๆเล็งถึงอนาคตด้วยว่าพระเยซูทำให้มนุษย์บริสุทธิ์


5. ข่าวดีมันอยู่ตรงนี้ครับ โคโลสี 2:16-17 "เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาตัดสินท่านจากสิ่งที่ท่านกิน หรือดื่มหรือเกี่ยวกับเทศกาลทางศาสนา ไม่ว่าวันฉลองขึ้นหนึ่งค่ำหรือวันสะบาโต สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของสิ่งที่จะมาภายหลัง ส่วนความจริงแท้พบอยู่ในพระคริสต์" คืองี้ครับ ชัดๆนะ วันสะบาโตเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อคนอิสราเอลจะได้รู้ว่าพระเจ้าจะเป็นผู้ทำให้เขาบริสุทธิ์ (หมายถึงการมาของพระเยซู) กฎเกณท์เรื่องวันสะบาโตถูกออกแบบเพื่อเตรียมรับการมาของพระเยซู ทันทีที่พระเยซูลงมาเกิด เครื่องมือนี้ที่เรียกว่าวันสะบาโตเสร็จสิ้นภาระกิจของมันทันทีและถูกปลดประจำการ ก็สามารถบอกได้ว่ายกเลิกและไม่ต้องทำต่อไป เพราะสะบาโตในอดีตเป็นเงาสะท้อนถึงการมาของพระเยซู ซึ่งคือการพักที่แท้จริง พระเจ้าผู้ตายเพื่อให้เราบริสุทธิ์ และการมาของพระเยซูทำให้วันสะบาโตสิ้นสุดภาระกิจของมัน


6. ข่าวดีที่สองครับ พระเยซูที่ "สะบาโตในอดีต" เล็งถึงได้ลงมาแล้วเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ฮีบรู 12: 18-29 บอกว่าเราได้มาถึงนครของพระเจ้าแล้ว และกำลังรับอาณาจักรที่ไม่สั่นคลอน การพักผ่อนได้เริ่มขึ้นแล้ว แผ่นดินพระเจ้าได้เข้ามาแล้ว สะบาโตตัวแม่คือแผ่นดินพระเจ้าได้มาแล้ว ปีแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มแล้ว คนที่เหนื่อยเข้ามาแล้วจะหายเหนื่อย กฎเกณท์เรื่องสะบาโตในอดีตถูกยกเลิก ทุกวันกลายเป็นวันของพระเจ้า หรือพูดง่ายๆว่ายุคสะบาโตเริ่มแล้ว จนกว่าพระเยซูจะกลับมาเราทุกคนจะเข้าสู่การพัก กลับสู่สถาพเดิมที่เราร่วงหล่นมา พระเจ้าเป็นผู้ทำให้เราบริสุทธ์


ตำนานวันพิเศษกลายเป็นอดีตและจบลงที่พระเยซูและเราอยู่ในยุคที่ตำนานพิเศษนี้เล็งถึง

จบดื้อๆไปล่ะ

12 มีนาคม 2557

: ใครคือเพื่อนบ้าน



ครั้งหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านบัญญัตท่านหนึ่งได้ถามพระเยซูว่าเขาต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์พระเยซูถามกลับว่าบัญญัติได้เขียนไว้ว่าอย่างไรและอ่านได้ว่าอย่างไร เขาตอบว่า"จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านอย่างสุดใจ สุดจิต สุดกำลัง และสุดความคิดของท่าน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" พระเยซูบอกว่า "ท่านตอบถูกแล้ว จงไปทำเช่นนั้น แล้วท่านจะได้ชีวิต"




ในลก.10:29  ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญญัติได้ถามพระเยซูว่า "ใครคือเพื่อนบ้านของผม" เพื่อตอบคำถามนี้ พระเยซูเล่าเรื่องอุปมาในลก.10:30-35 แทนที่พระเยซูจะถามว่าในสามคนนี้ ใครมองผู้ชายที่ถูกปล้นเป็นเพื่อนบ้าน แต่พระเยซูกลับถามว่า "ท่านคิดว่าในสามคนนี้ คนไหนคือเพื่อนบ้านของชายที่ถูกโจรปล้น ?" ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญญัติตอบว่า "คนที่เมตตาเขา"แล้วพระเยซูก็บอกเขาว่า"จงไปทำเช่นนั้น"

คำว่า 'เพื่อนบ้าน'ในที่นี้คือคนที่ให้เมตตากับอีกคนหนึ่งที่มีความต้องการหรือตกอยู่ในสภาวะที่แย่และดูเหมือนช่วยตัวเองไม่ได้ ความเป็นเพื่อนบ้านไม่ได้ถูกจำกัดโดยพื้นที่ ความสัมพันธ์ เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม เวลา ฯลฯ แค่ได้เจอกันหรือรับรู้ว่ามีคนคนนึงกำลังตกยากลำบาก เราก็กลายเป็นเพื่อนบ้านของเขาทันที การให้เมตตาก็ไม่มีขอบเขตเลย ขอบเขตเดืยวที่เห็นก็คือดูแลและมีใจให้อีกฝ่ายหนึ่งอย่างกับเราเป็นเขา

อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรครับ บางคนคงรู้สึกดี .. บางคนอาจรู้สึกเป็นกำลังใจ.. บางคนอ่านแล้วก็อาจรู้สึกถึงความท้าท้ายที่จะมุ่งมั่นเริ่มทำ.. แต่ผมขอให้คุณหยุดคิดหน่อยก่อนที่จะทุ่มกำลังไปทำ 


ให้สังเกตุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านบัญญัตินี้เขาเริ่มจากการมองหาว่าเขา "ต้องทำอะไร ? "..เพื่อ ได้ชีวิตนิรันดร์จากคำถามของเขาเราสามารถเข้าใจว่ากรอบความคิดและความเข้าใจของเขาที่ใครคนนึงจะเข้าแผ่นดินพระเจ้านั้นมีอยู่ทางเดียวคือทางบัญญัติ เขาจึงเน้นการ"ทำ"ของตนเอง การสอนของพระเยซูนี้ พระเยซูได้ยกมาตรฐานของบัญญัติขึ้นเหมือนตอนอื่นๆเช่น ให้รักศัตรูแทนที่จะฟันต่อฟันตาต่อตา และให้ควักลูกนัยน์ตาออกถ้าเรามองคนด้วยจิตใจไม่ดี หรือให้เราตัดอวัยวะใดๆทิ้งถ้าอวัยวะนั้นทำบาบ ฯลฯ มาตรฐานใหม่นี้คือเมตตาจากพระเจ้าให้กับผู้ที่วางใจในการกระทำชองตัวเองเพื่อเข้าไปในแผ่นดินพระเจ้า พระเยซูใช้มาตรฐานนี้ผลักพวกเขาไปถึงความจริงที่ว่าไม่มีใครทำตามบัญญัติอย่างสมบูรณ์ได้ ไม่มีใครได้ชีวิตนิรันดร์โดยการกระทำของตัวเอง ในที่สุดคือพระคุณเท่านั้น ก็คือเชื่อในพระเยซูซึ่งเป็นทางเดียวสู่แผ่นดินพระเจ้า และณ ที่นี้เองหน้าที่ของบัญญัติก็สำเร็จอย่างที่เขียนไว้ในกท.3:24 "ดังนั้นบทบัญญัติได้รับมอบหมายหน้าที่ให้นำเรามาถึงพระคริสต์เพื่อเราจะได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ"

เพราะฉะนั้นใครที่ก่อนหน้านี้กำลังคึกจะไป'รักเพื่อนบ้าน' ก็ขอเสนอให้รู้ว่าคุณไม่สามารถทำอย่างสมบูรณ์ได้ และอย่าคิดที่จะเอาการกระทำของตัวเองมาแลกกับพระเจ้า สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะทำคือยอมรับว่าที่แท้เราก็ไม่แตกต่างจากผู้ชายที่ถูกปล้นนั้น สภาพของเราสมควรตาย 


แต่พระเยซูรักเรามากจึงให้เมตตาและพระคุณกับเราโดยการเอาชีวิตของเราร่วมกับพระองค์ในความตายบนไม้กางเขน แล้วให้ชีวิตของพระองค์กับเราเมื่อทรงเป็นขึ้นจากความตาย เราจึงมีความหวังที่จะรักตัวเองได้และรักเพื่อนบ้านได้ เพราะพระคริสต์ในเรา และเพราะพระองค์รักเราก่อน ทั้งหมดคือพระคริสต์ทั้งสิ้น ไม่ใช่เราเลย



18 กุมภาพันธ์ 2557

: ถูกพ่อทิ้ง

เย็นวันหนึ่งได้มีเวลาพูดคุยกับลูกๆ พิมและพอล และเพื่อนๆของเขาที่โตมาด้วยกัน คุยไปคุยมาก็คุยถึงหัวข้อเรื่องพ่อ แรกๆก็พบว่ามีเด็กจำนวนนึงที่เรารู็จักและอาจจะใช้คำว่าพวกเขาไม่มีพ่ออยู่ด้วยกันในบ้าน แต่ขณะพูดคุยต่อ เราก็เปลี่ยนเป็นว่าพวกเขาถูกพ่อทิ้ง เพราะในเด็กหลายๆคนนั้น ตอนแรกๆพ่อก็ให้เหตุผลต่างๆเช่น พ่อต้องไปหาเงิน พ่อมีบัญหากับแม่หรือภรรยาเขา ปู่กับย่าต้องการพ่อให้ไปดูแล หรือ พ่อบางคนก็ไปโดยไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พวกเราในวงสนทนานั้นใด้สังเกตว่า แทบจะไม่มีพ่อคนไหนเลยที่จะพยายามติดต่อเพื่อใช้เวลากับลูก


บางคนแปลกมาก แรกๆบอกว่าต้องไปหาเงินให้ลูก แต่ก็ไม่ได้ส่งเงินให้ลูก ก็อาจจะยังหาไม่ใด้ (สมัยก่อนมีแต่ได้ยินว่าพ่อยอม อดเพื่อลูกได้กิน สมัยนี้คงเปลี่ยนไป) แต่บางคนยังใช้ชีวิตอย่างสบาย ขนาดถ้าได้แบ่งบางส่วนมาให้ลูกบ้าง ลูกก็คงไม่ต้องอยู่อย่างลำบาก แต่ก็ไม่ได้แบ่ง เราจึงเปลี่ยนเป็น 'พ่อทิ้ง'

หากเรามารู้สึกหรือคิดแทนเด็กที่เป็นลูกว่า จริงๆแล้วเขาต้องการอะไรกันแน่ เด็กคนนึงไม่รู้หรอกว่ารวยหรือจนสำคัญแค่ไหนสำหรับเขา พ่อกับแม่มีปัญหากันก็คงยากที่ลูกจะเข้าใจว่าแล้วทำไมพ่อต้องหายไปจากเขาด้วย

การที่คนสำคัญมากๆคนนึงอยู่ดีๆหายไป จะมีใครมาเล่นกับลูกด้วยเหมือนพ่อ ใครจะเข้าใจเสียงหัวเราะของลูกเหมือนพ่อ ใครจะปลอบใจในเวลาลูกเจ็บได้ดีเท่าพ่อ ใครจะทำให้ความสุขของลูกเต็มอิ่มใด้เท่าพ่อ โดยเฉพาะในเวลาที่เขาอยากแป่งบันความสำเร็จ เช่น ก้าวแรกของเขา คำแรกของเขา การขึ้นชั้นเรียนใหม่ของเขา ใครจะให้ความภูมิใจกับลูกได้เท่าพ่อ ไม่มีใคร

การเป็นพ่อนั้นเป็นอะไรที่พิเศษมาก คนๆหนึ่งเมื่อใด้เป็นพ่อ ก็เหมือนกับเป็นตัวแทนของพระเจ้าให้กับชีวิตๆหนึ่ง สิ่งที่ลูกต้องการก็คือพ่อที่รักเขาและอยู่กับเขาเสมอ....

ขอให้กำลังใจกับเด็กๆหรือใครก็ตามที่ถูกพ่อทิ้งว่า มีข่าวดี คือ เพราะพระคริสต์ได้ตายบนกางเขนแล้วเป็นขึ้นมา เราทุกคนที่เชื่อก็เป็นลูก ส่วนคนที่เป็นพ่อ ขออวยพรที่คุณจะเข้าใจและมีประสบการณ์ที่ถูกรักจากพระเจ้าที่เป็นพ่อ และขอเป็นกำลังใจที่จะกล้ารักและแสดงออกกับลูกของคุณ

8 กุมภาพันธ์ 2557

: การติดสนิทกับพระเจ้า




ครั้งนี้อยากเขียนถึงสิ่งที่คริสเตียนได้พูดกันมากและมีหนังสือมากมายที่ได้เขียนถึงเรืองนี้ ซึ่งก็คือ"การติดสนิทกับพระเจ้า" จำได้ถึงตอนที่เชื่อพระเยซูใหม่ๆ ช่วงนั้นชีวิตมีความสุขมาก รู้สึกถึงความอิ่มจากภายใน ชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว อิ่มเสียจนใด้ไปบอกเลิกกับแฟนที่ไม่เป็นคริสเตียนและที่กำลังมีปัญหาในความสัมพันธ์ ไม่กลัวการสูญเสียเลย เวลานั้นบอกได้ว่ารู้สึกตัวเองถูกรักอย่างมากจากพระเจัาแม้ยังมองตัวเองไร้ค่าก็ตาม ความรักนี้ได้เรื่มเปลี่ยนชีวิตของผม เวลานั้นชอบโบสถ์มาก ชอบพี่น้องในโบสถ์ ชอบนมัสการ ชอบไปกลุ่มย่อย ชอบฟังและคุยเรื่องพระเจ้า โดยเฉพาะตอนดึกหลังเลิกงานเวลาเดินกลับบ้านคนเดียว เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก เป็นเวลาที่ผมจะพูดคุยกับพระเจ้าพร้อมกับร้องเพลงนมัสการไปด้วย

พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็เริ่มได้ยินคำสอนจากหลายคนที่รู้จักพระเจ้ามานานกว่าเราและเราก็เชื่อมั่นในสิ่งที่เขาสอนด้วย คำสอนจากพวกเขาจะบอกให้คนที่เป็นผู้เชื่อนั้นต้องทำหลายกิจกรรมเช่นไปโบสถ์ อ่านพระคัมภีร์ ฯลฯ ทั้งหมดที่ให้ทำก็ "เพื่อที่เราจะติดสนิทกับพระเจ้า" พอฟังบ่อยๆเข้าก็คิดว่ามันคงยังมีอะไรที่ดีกว่าที่เราได้รับมา เลยเริ่มทำกิจกรรมเหล่านั้นด้วยท่าทีเพื่อหวังว่าจะไปถึง
"การสนิทกับพระเจ้า" ซึ่งแตกต่างจากตอนแรกที่ทำไปเพื่อตอบสนองความสุขที่ได้รับ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ใดๆเลย

พยายามทำและอยู่ในท่าทีความเข้าใจอย่างนั้นมาหลายปีเลย บางครั้งจะมีประสบการณ์พิเศษ เช่นมีความเข้าใจใหม่ๆจากการอ่านพระคัมภีร์ จะรู้สึกถึงความรักที่พระเจ้ามีให้กับเราขณะที่กำลังทำหรือร่วมพิธีกรรมต่างๆในเวลานมัสการอยู่ในโบสถ์ ในที่ประชุมที่มีคนพิเศษมาสอนหรือเทศนา แต่ประสบการณ์กับความรู้สึกพิเศษเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง อีกด้านหนึ่งของคำสอนนี้ก็บอกเป็นนัยว่าถ้าเราไม่ทำพิธีหรือกิจกรรมเหล่านี้เราก็จะห่างจากพระเจ้า ความเข้าใจนี้ทำให้ผมรู้สึกกลัวและฟ้องผิดอยู่เสมอโดยเฉพาะเวลาที่เราไม่ค่อยทำสิ่งเหล่านั้นและหรือทำบาปเยอะในช่วงชีวิตนั้น
ให้เรามาหยุดคิดและถามคำถามกันหน่อยเกี่ยวกับคำสอนนี้เพื่อที่จะเข้าใจ 
  • อะไรเป็นตัววัดว่าเราได้ติดสนิทกับพระเจ้าแล้ว เป็นประสบการณ์พิเศษเหล่านั้นหรือเปล่า ?
  • ถ้าใช่นั่นหมายความว่าการติดสนิทกับพระเจ้าคือการมีประสบการณ์และความรู้สึกพิเศษซึ่งทำให้เราต้องแสวงหาสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอๆหรือ ? 
  • แล้วการจะสนิทกับพระเจ้านั้นขึ้นกับเราฝ่ายเดียวเองหรือเปล่า ? 
  • เราต้องทำแค่ไหนค่อยพอ? 
  • ทำไมต้องทำอะไรก่อนจึงค่อยสนิทได้ ? 
  • สนิทแค่ไหนค่อยพอ ?
  • สนิทนานแค่ไหน? (เพราะคำสอนนี้กำลังพูดเป็นนัยว่าบางเวลาเราก็สนิท บางเวลาเราก็ไม่สนิท) 
  • เราที่เป็นผู้ถูกสร้างจะเป็นตัวกำหนดกับผู้สร้างได้ด้วยหรือ? 
  • แล้วการตายของพระเยซูมีความหมายอะไรในประเด็นนี้ ?

พระคัมภีร์บอกว่าเราที่เป็นผู้เชื่อนั้นเปรียบเหมือนแขนงและพระเจ้าเป็นเถา ภาพนี้ไม่ใช่การบอกว่าเรากับพระเจ้าสนิทกันแล้วดั่งเช่นแขนงกับเถาหรือ เป็นไปได้ไหมที่พระคัมภีร์บอกให้ "คงอยู่ในเรา" คือการประกาศถึงสถานภาพที่แท้จริงของเรากับพระเจ้า และพระคัมภีร์กำลังบอกให้เราใช้ชีวิตตอบสนองต่อความจริงนี้ 

ครั้งนี้มีคำถามเยอะหน่อย แต่ก็อยากฟังคำตอบจากคุณ ครั้งหน้าจะมาดูหัวข้อนี้อีกครั้งจากมุมมองการตายของพระเยซู

6 กุมภาพันธ์ 2557

: ตัวช่วย



ตอนรับเชื่อใหม่ๆมีความสุขมาก (พูดอย่างกับตอนนี้ไม่สุข อิอิ) บางทีมองชีวิตตัวเองตั้งแต่มีพระเจ้ามาจนถึงวันนี้ก็เหมือนชีวิตคู่ของผม ระหว่างผมกับภรรยา 


วันแต่งงานนั้นมีความสุขแบบหาจากที่ไหนไม่ได้และความตื่นเต้นที่อีกไม่นานเราจะได้อยู่กับคนที่เรารักบวกกับการรอคอยจากการเตรียมตัวสำหรับวันนั้นมาระยะหนึ่ง กับความรู้สึกที่เหมือนกับใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางอันสวยงามของการเดินทางนึง แน่นอนที่ต้องมีความกลัวกับความกังวลกับคำถามมากมาย เช่น อนาคตเค้ากับเราจะเป็นอย่างไร ต่างคนต่างจะเปลี่ยนไปไหม 

ตอนนี้ก็ผ่านไปได้มากกว่ายี่สิบปีแล้ว จำได้มีวันหนึ่งได้คิดและมองไปที่ชีวิตคู่ แล้วก็รู้สึก(ขอใช้คำนี้)ยำเกรงพระเจัาขึ้นมา เพราะไม่ใช่แค่รอดมาได้หลายปี  แต่ความอัศจรรย์คือตอนนี้รักภรรยาและมีความสุขมากกว่าวันที่แต่งงานอีก ที่บอกยำเกรงพระเจ้านั้นก็เพราะรู้อย่างชัดว่าไม่ใช่ด้วยความสามารถหรือสิ่งใดของเราทั้งสองที่จะอวดได้ โดยเฉพาะท่ามกลางสังคมรวมถึงผู้เชื่อที่มีการหย่าร้างและแตกแยกมากมาย มันง่ายมากที่เราทั้งสองจะมีสิทธิอยู่ในส่วนนั้นซึ่งน่ากลัวมาก จึงขอบอกว่ายำเกรงจริงๆและขอบคุณพระเจ้าด้วย 

                   ความสุขและความรักที่มากขึ้นนั้นเป็นแบบเดียวกับตอนเริ่มต้นไหม ? แน่นอนไม่เหมือน !! 
เพราะเราทั้งสองได้ผ่านหลายรสชาติแห่งกาลเวลา เวลามีสุข.. เวลามีทุกข์.. เวลาเฉลิมฉลอง.. เวลาขัดแย้ง.. เวลาสงสัย.. เวลาผิดหรือถูก.. เวลาสิ้นหวัง.. เวลาที่เดินด้วยความเชื่อ.. หรือเวลาที่เดินด้วยหน้าที่อย่างเดียว.. และเชื่อว่าจะมีเวลาอื่นๆที่ต้องผ่านอีกในอนาคต แต่การได้ผ่านเวลาต่างๆเหล่านี้ด้วยกันเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งที่ให้ความรักกับความสุขของเราสองคนได้โตขึ้น 
                 โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ลำบากนั้น ระดับความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าก็แต่งต่างกันไป บ่อยครั้งจะรู้สึกว่าความกลัวความกังวลและอารมณ์ต่างๆนั้นเยอะกว่าความเชื่อเสียอีก แล้วความรู้สึกกับความคิดก็จะพาเราไปทางของเราเองมากกว่าทางของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้นความรู้สึกที่ดีๆต่อกันและกันในเวลาเหล่านั้นมันช่างหายาก 


ในช่วงนั้น บางทีก็ดูเหมือนตัวเองทำอะไรถูก บางทีก็เป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำให้ผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้ บางเวลาก็เหมือนพระเจ้ากำลังทำบางอย่างอยู่ แต่บางครั้งก็ไม่รู้ผ่านมาได้อย่างไร แล้วค่อยมาเรียนรู้ทีหลัง หรือผ่านไประยะหนึ่งค่อยสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง เช่นได้เห็นถึงความไม่ดีของตัวเอง มองภรรยามีคุณค่ามากกว่าเดิมหรืออย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รักและเข้าใจความรักของพระเจ้ามากขึ้น 

พอเขียนถึงตรงนี้ก็คิดถึงคำถามว่ามีอะไรที่เป็นตัวช่วยชัดๆ .. นอกเหนือจากตัวเราเองกับพระเจ้า  
  • ตัวช่วยที่เป็นกำลังใจในเวลาที่เราท้อ 
  • ตัวช่วยที่เชื่อเราในเวลาที่เราสงสัยตัวเอง 
  • ตัวช่วยที่โอบกอดเราในเวลาที่เรารู้สึกโดดเดี่ยว 
  • ตัวช่วยที่ฟังในเวลาที่เหมือนไม่มีใครฟังเรา 
  • ตัวช่วยที่แสดงความจริงในเวลาที่เราสับสน หรือบางครั้งถึงขั้นเป็นผู้พยุงเราเดินในเวลาที่เราหมดทั้งแรงกายและแรงใจ 


พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ... ผู้ช่วยนี้เปรียบเหมือนเป็นตัวแทนพระเจ้าที่มารักเรา ที่เราสามารถแตะต้องสัมผัสและเห็นได้ด้วยตาของเรา  ผู้ช่วยนั้นก็คือพี่น้องในพระคริสต์ ผู้ที่บางครั้งก็แตกต่างกับเรามาก บางคนพูดคนละภาษากับเรา บางคนต่างวัยกับเราอย่างมาก บางคนอาจจะต่างฐานะในสังคมกับเรา และบางคนก็มีรสนิยมที่แตกต่างกับเราอย่างที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ นี่คงเป็นสิ่งที่อัศจรรย์จริงๆในพระเจ้า อัศจรรย์ที่พระเจ้าสามารถรักเรา ช่วยเรา สัมผัสส่วนลึกของเราผ่านพระคริสต์ที่อยู่ในคนทั้งหลายที่แตกต่างจากเรา!!!

ขอบคุณพระเจ้าที่ชีวิตใหม่ในพระคริสต์นั้น พระเจ้าไม่ได้ให้เราเดินคนเดียว หรือเป็นชีวิตที่เราต้องพิสูจน์อยู่เสมอว่าเราทำได้ เพราะในความเป็นจริงคือบนไม้กางเขนพระเยซูได้ทำทุกอย่างแล้วเพื่อให้เราดีพอและเพื่อให้เราอยู่ในพระคริสต์ร่วมกันเป็นพระกาย ผูกพันกัน รักกัน ร่วมกันในชีวิตใหม่ในพระคริสต์ 

อยากฟังว่าคุณมีอะไรในชีวิตที่ทำให้คุณยำเกรงพระเจ้าบ้าง อยากฟังเรื่องราวของคุณที่เคยเจอตัวแทนของพระเจ้ามารักคุณ และอยากฟังเรื่องราวที่คุณเป็นตัวแทนของพระเจ้าให้กับคนอื่น....

5 กุมภาพันธ์ 2557

: คงไม่ใช่เรา ...  !!!



                                   ก่อนมารู้จักพระเจ้านั้น ตัวผมก็ไม่ได้ถูกสอนหรือแสดงให้เห็นถึง การให้กับ "คนบาป" นอกเหนือจากการให้กับขอทานริมถนน การเป็นเพื่อนกับพวกเขานั้นยิ่งเป็นสิ่งที่เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งไปเลย เมื่อได้รู้จักพระเจ้า ก็ไม่มีการให้ที่แสดงออกอย่างชัดเจนในคจ.หรือผ่านคจ.  ส่วนมากก็คือการรวบรวมเงินให้กับหน่วยงานหรือกับคนที่ทำอะไรใกล้ชิดกับคนเห่ลานั้น  ยากไปกว่านั้นก็คือไม่ได้พบใครที่สอนอย่างชัดเจนจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับหัวใจของพระเจ้าที่มีให้กับคนกลุ่มนี้ 


                                  บรรยากาศนี้ตอกย้ำเป็นนัยๆว่าใครก็ตามที่จะใช้เวลานำพระเจ้าให้กับพวกเขา คงไม่ใช่เรา คงต้องเป็นคนพิเศษอย่างที่ได้เขียนถึงในตอนก่อนๆ แม้ความเข้าใจจะเป็นอย่างนั้น ลึกๆก็คิดว่าคงจะตื่นเต้นมากถ้าได้เห็นพระเจ้าแตะต้องพวกเขา จนกระทั่งได้ฟังแจ๊คกี้ พูลลิงเจอร์-โต (ผู้เขียนหนังสือแก๊งแดนมังกร) แบ่งปันพระคัมภีร์และประสบการณ์ที่พระเจ้าช่วยเหลือคนติดยาในฮ่องกงอย่างอัศจรรย์ การแบ่งปันของเธอนั้นทำให้เข้าใจพระคัมภีร์ในมุมที่ไม่เคยได้ยินและเห็นมาก่อน ยิ่งกว่านั้นได้สัมผัสถึงสิทธิอำนาจจากเธอเพราะเธอแบ่งปันจากชีวิต ไม่ใช่เป็นแค่ข้อมูล จากนั้นมีโอกาสเชิญสองคนจากทีมแจ๊คกี้ที่เคยติดเฮโรอีนมากกว่าสิบปีมาร่วมประชุมในคจ. และในประชุมนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นและมีประสบการณ์กับพระวิญญาณอย่างใกล้ชิดโดยมีการใช้ของประทานฯจากทีมของแจ๊คกี้ 

                                   สิ่งที่มีความหมายมากขึ้นคือพระเจ้าใช้คนที่สังคมรังเกียจการศึกษาน้อยเข้าออกเรือนจำเป็นว่าเล่น มาเป็นพระพรกับพวกเราที่มีเกียรติมีหน้ามีตาในสังคม รู้สึกถึงพระคุณอย่างมาก จากนั้นไม่นานก็พาตัวเองไปร่วมงานของแจ๊คกี้ที่ฮองกงโดย ตั้งใจจะเรียนรู้เรื่องพระวิญญาณ ของประทานฯและการดูแลคนติดยา ในเวลาไม่กี่เดือนนั้นได้เห็นการอัศจรรย์ ได้เริ่มใช้ของประทานฯ แต่ในการดูแลคนติดยานั้นกลายเป็นว่าตัวเองเป็นผู้ได้รับพระพรจากพวกเขา และพบว่าตัวเองก็เป็นผู้เสพย์ติดผู้หนึ่งไม่แตกต่างจากพวกเขา เพียงแต่สิ่งที่ผมเสพย์ติดนั้นไม่ใช่เฮโรอีนแต่เป็นสิ่งที่ปกปิดได้ง่ายกว่าเนื่องด้วยวิถีชีวิต กำลังทรัพย์ ฯลฯ 

การได้พบตัวเองและพบพระเจ้านั้นทำให้เรายิ่งรู้ถึงพระคุณ

               สุดท้ายชีวิตผมก็เปลี่ยนไป เรียนรู้ว่าจริงๆแล้วไม่มีใครดีกว่าใคร เราต่างเป็นคนเสพย์ติด เราต่างต้องการพระเจ้าทั้งนั้น แลัวคุณล่ะครับ เสพย์ติดอะไร พระเจ้าพร้อมที่จะให้ชีวิตใหม่เสมอ

: ของประทานฯ กับการปรนนิบัติคนจน



คืนนี้มีแรงบันดาลใจมาเขียนต่อจากครั้งที่แล้ว จากตอนที่ ๒  ผมขอพระเจ้าให้ผมเห็นคนบาปเหล่านั้นในชีวิตรอบข้างผมนอกจากตัวเอง และยิ่งไปกว่านั้นขอพระคุณเพื่อผมจะเป็นเพื่อนของพวกเขาด้วย ลำพังด้วยตัวเองมันเป็นไปไม่ใด้อย่างแน่นอน ตั้งแต่ได้รู้จักพระเจ้าผมได้ยินคำสอนที่มีเหตุผลหลากหลายที่สุดท้ายก็ทำให้เรามองข้ามคนกลุ่มนี้ไป เช่น 



1. ให้เราสนใจคนกลุ่มอื่นเพราะพวกเขาก็จน คือ จนฝ่ายวิญญาณ ซึ่งก็ถูกต้องที่ใครก็ตามที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าก็จนฝ่ายวิญญาณทุกคน แต่สิ่งที่เราได้พบจากพระคัมภีร์ตามที่ได้แบ่งปันในสองตอนที่แล้วว่าพระเยซูได้เจาะจงให้ความสนใจกับคนบาปที่รวมถึงคนที่จนฝ่ายกายอย่างชัดเจน นอกเหนือจากกลุ่มคนที่จนฝ่ายวิญญาณด้วย

2. ก
ารใส่ใจและการปรนนิบัติต่อคนบาปเหล่านั้นเป็นของประทานฯ ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ หรือ บางคนก็จะพูดง่ายๆว่าผมไม่มีของประทานฯนี้ คนเหล่านี้ก็จะเน้นแต่สิ่งที่ถนัดหรือชอบ ซึ่งน้อยคนที่จะรู้และมั่นใจว่าตัวเองมีของประทานฯอะไร มีผู้เชื่อเยอะมากที่ใช้เวลานานในการค้นหาแต่แล้วก็ไม่มีคำตอบให้กับตัวเอง 
 และสิ่งที่ประหลาดในวงการคริสเตียนไทยก็คือของประทานฯที่เด่นชัดนอกจากจะมีไม่กี่อย่างแล้วยังมีแค่ในคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น แล้วดูเหมือนว่าของประทานฯ  ก็จะเป็นตัวกำหนดหน้าที่ไปในตัว เช่น ของประทานฯการเป็นผู้ประกาศ ของประทานฯการเป็นศิษยาภิบาล ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเข้าใจของประทานฯอย่างไรก็ตาม 


ในพระคัมภีร์กาลาเทีย บทที่ 2 ได้บันทึกว่าในขณะที่ผู้นำยอมรับและส่งคนออกไปประกาศข่าวประเสริฐ คนหนึ่งประกาศกับคนต่างชาติ อีกคนประกาศกับคนยิว ผู้นำก็ยังย้ำว่าอย่าลืมคนจน ซึ่งเปาโลบอกว่านี่ก็เป็นสิ่งที่เขากระตือรืนล้นจะทำอยู่แล้ว จากตรงนั้นเราก็ได้เห็นว่าการประกาศและการปรนนิบัติคนจนเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคริสตจักรซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับของประทานฯเลย 
             แล้วถ้าเรามาดู 1โครินธ์ 12-14โดยเฉพาะบท14 ข้อ1ที่ให้เราใฝ่หาของประทานฯอย่างกระตือรืนล้นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน สุดท้ายไม่ใช่ว่าตัวเรามีของประทานฯอะไรแต่ด้วยความรักและความเชื่อ เรายอมร่วมงานกับพระเจ้าผู้มีทุกอย่างที่จะทำผ่านตัวเราเองเพื่อคนอื่นจะได้รับประโยชน์

             คิดอย่างไรกับเหตุและผลที่ผมได้เสนอ ...... ? 

: คนที่ดึงดูดพระเยซู



              เป็นไปใด้ไหมว่ามีคนกลุ่มอื่นที่เราในฐานะสาวกของพระเยซูและคริสตจักรของพระองค์ใด้มองข้ามหรือเข้าใจพวกเขาผิดไปในบริบทของแผนการณ์ของพระเจ้าและคริสตจักร แต่เป็นกลุ่มคนที่สำคัญมากในหัวใจของพระเจ้าดังเราจะเห็นพระคัมภีร์บันทึกว่าพระเยซูใด้ใส่ใจคนกลุ่มนี้อย่างมาก บางครั้งพระเยซูเองก็ถูกข่มเหงและถูกพิพากษาเพราะใช้เวลากับคนกลุ่มนี้ กระนั้นพระเยซูก็ไม่ได้หยุดหรือลดน้อยลงในการให้เวลาและทำการอัศจรรย์กับคนกลุ่มนี้ ตอนพระเยซูมีชีวิตอยู่นั้นพระเยซูถึงกับมีฉายาว่า "เพื่อนของคนบาป" ซึ่งในที่นี้   ถ้าใครอ่านพระคัมภีร์ก็รู้ว่าคนบาปนี้หมายถึงคนหลายประเภท เช่น คนป่วยด้วยโรคที่สังคมรังเกียจหรือโรคที่สังคมพิพากษาว่าโรคนั้นเป็นผลจากความบาปของผู้ป่วย คนที่มีอาชีพที่ผิดศีลธรรมแล้วนำสู่ความรังเกียจหรือการปฏิเสธและพิพากษาจากคนในสังคมโดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่เคร่งครัดกับการปฎิบัติในสิ่งที่เขาเชื่อหรือคนที่มีอาชีพพร้อมอำนาจในสังคมที่โกงกินคนชาติเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีคนต่างชนชั้น คนต่างความเชื่อ คนต่างชาติ คนที่มีวิถีชีวิตที่ด้อยโอกาส สกปรก และพึ่งคนอื่นในการใช้ชีวิตแต่ละวัน ฯลฯ




               สิ่งแรกที่พระเยซูทำกับคนบาปเหล่านี้คือ  ประกาศถึงปีแห่งความโปรดปรานจากพระสัญญาในอิสยาห์แล้วบอกอย่างชัดว่าพระคัมภีร์ตอนนี้ได้สำเร็จแล้ว (ลูกา ๔:๒๑) เราก็เห็นด้วยว่าพระเยซูไม่ได้มาพิพากษาหรือปฏิเสธพวกเขา แต่กลับมาใส่ใจพวกเขา กินกับพวกเขา เยียวยาพวกเขา ให้ชีวิตใหม่กับพวกเขา เป็นเพื่อนพวกเขา ถึงขั้นยอมตายเพื่อพวกเขา

              พอเขียนถึงตอนนี้ก็ อดไม่ใด้ที่รู้สึกอิจฉาคนกลุ่มนี้ที่ถูกเรียกว่าคนบาป .... เพราะดูเหมือนพวกเขาดึงดูดพระเยซูมาก และต้องหยุดถามตัวเองว่าเราเองเป็นส่วนหนึ่งในคนกลุ่มนี้รึเปล่า แต่ละกลุ่มของคนบาปที่บรรยายนั้นคือใครในพระคัมภีร์ แล้วปัจจุบันคนเหล่านี้คือใครในชีวิตและสังคมที่เราอยู่ ?? 

: พระพรโตรอนโต กับคริสตจักร

อยู่ดีๆก็มีความคิดบางอย่างและอยากเขียนเพื่อให้คนอื่นได้อ่านด้วย อย่างที่รู้ว่าผมใช้เวลานานในการเขียน เลยอยากแบ่งปันเป็นตอนๆ ไม่รู้กี่ตอน ถ้ามีการตอบสนองจากผู้อ่านดี ก็จะเป็นกำลังใจให้เขียนต่อไป โดยเฉพาะเวลาที่มีแรงบันดาลใจ อิอิ


ตอนที่๑

                  ตั้งแต่ปี 1995 ที่มีพระพรโตรอนโตเกิดขึ้นในประเทศไทยมีคนจำนวนหนึ่งได้พูดหรือพยากรณ์ว่า  การฟื้นฟูจะเกิดขึ้นในหมู่วัยรุ่นหรือคนรุ่นต่อไปและก็มีคำแนะนำจากหมู่อาจารย์และผู้นำใหักับผู้บุกเบิกคริสตจักรให้ประกาศเจาะจงกับวัยรุ่นหรือนักเรียนนักศึกษาเพราะคนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังให้กับคริสตจักร และก็มีบางคริสตจักรก็จะเน้นกลุ่มคนที่เขาเรียกว่าปลาใหญ่ก็คือคนที่มีฐานะนอกเหนือจากคนกลุ่มแรกที่เราพูดถึง ทั้งสองกลุ่มล้วนถูกอ้างว่าเป็นกำลังสำคัญในด้านกำลังกาย เวลาและเงินให้กับคริสตจักรและการขยายของคริสตจักรสู่นิมิตที่พระเจ้าได้ให้ไว้   ... แต่พอพูดแบบนี้แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะฉนั้นก่อนที่จะพูดต่อไปผมขอใช้เวลาหน่อยพูดถึงความไม่สบายใจข้างต้น ที่รู้สึกไม่สบายใจเพราะกลายเป็นว่าคนสองกลุ่มนี้ถูกมองเหมือนเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อองค์กรที่เราเรียกว่า "คริสตจักร"  ดูเหมือนคุณค่าของคนถูกลดลงอย่างไรไม่รู้ จึงอยากถามว่า "คริสตจักรคืออะไร?"  คริสตจักรมีเพื่อคน? หรือ คนมีเพื่อคริสตจักร ? 

                   ในพระคัมภีร์เขียนชัดมากว่าให้เราออกไปสร้างสาวก ประกาศข่าวดีของแผ่นดินของพระเจ้า สอนและบัพติสมาพวกเขาจนถึงปลายสุดแผ่นดินโลก ไม่เคยเห็นให้ไปบุกเบิกและสร้างคริสตจักร แต่ในพระคัมภีร์ใด้พูดถึงว่าในขณะที่สาวกออกไปประกาศ "พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คนทั้งหลายที่กำลังจะได้ความรอดมาเข้ากับพวกเขา" พอคนที่ใด้รับความรอดเข้ากับพวกสาวก กลุ่มคนก็เกิดขึ้น มีความสัมพันธ์ด้วยกัน ผูกพันกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน แบ่งปันสิ่งของ เงินทอง เวลาให้กันและกัน และร่วมเดินทางชีวิตไปด้วยกัน ชุมชนอย่างนี้เราจะใช้คำอะไรมาบรรยาย องค์กรหรืออะไร แล้วกลับไปคำถามเดิม ถ้าคจ.เป็นชุมชนอย่างที่ใด้บรรยาย คริสตจักรมีเพื่อคนหรือคนมีเพื่อคริสตจักร ..

: สองเหตุการณ์ที่น่าสนใจ ..

ตอนที่ 1.1

                           
                            วันที่บัญญัติลงมาจากเขา 3,000 คนตาย วันที่พระวิญญาณลงมามี 3,000 คนได้ชีวิตใหม่ สองเหตุการนี้คงไม่ใช่บังเอิญ แต่บอกถึงอะไรบ้างระหว่าง บัญญัติกับพระวิญญาณ แล้วถ้าเรามีความสัมพันธ์กับคนอยู่บนบัญญัติ จะออกมาเป็นอย่างไร ....