12 กันยายน 2561

:ตาย...เพื่อเริ่มใหม่

บางครั้งการเผชิญความเจ็บปวดในใจ อาจหมายถึงการยอมรับว่ามีบางอย่างในชีวิตได้ตายไปแล้ว ไม่ใช่แค่สูญเสีย.. แต่เป็นการสูญเสียถึงขั้นตายไปเลยทีเดียว ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียทางกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ ความรัก ความฝัน ฯลฯ
การยอมรับว่าสิ่งนั้นได้ตายไปแล้วจะทำให้​ 2 สิ่งเกิดขึ้น​ คือ ความเจ็บปวดจะมีเสรีภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ และ ชีวิตใหม่ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากความตายผ่านไป......


ภาพที่เห็นคือถ้าเราไม่ยอมรับว่าความเจ็บนั้นหมายถึงบางสิ่งบางอย่างได้ตายไป ก็เหมือนกับว่าเรากำลังกอดศพคนที่เรารักอยู่ ไม่ยอมรับว่าเขาตายไปแล้ว เราก็จะใช้ชืวิตโดยมีศพนี้อยู่กับเราตลอดเวลา ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจ็บ
ความเศร้า ความหวังแบบลมๆแล้งๆ ความสับสนเป็นต้น แต่ถ้าเรายอมปล่อยมือให้เขาได้ถูกฝังไป  เราก็สามารถให้ความเจ็บออกมาได้เต็มที่ ช่วยหยุดความเหน็ดเหนื่อยจากคำโกหกทั้งหลาย มือของเราก็ว่างขึ้นที่จะกอดตัวเอง กอดคนอื่น และมีพื้นที่ให้คนอื่นมารักเรา กอดเราได้ และสุดท้ายชีวิตพระคริสต์ในเราก็จะเข้ามาแทนที่สิ่งที่ได้ตายไป เพราะการตายไม่ได้ยิ่งใหญ่​กว่า​ชีวิต​ของ​พระเยซู​ที่อยู่​ใน​เรา​

ในพระคริสต์​การตายไม่ใช่เป็น​จุด​จบของทุกอย่าง​ แต่เป็นการ​เริ่มต้น​ของชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมต่างหาก​ ที่ได้ประจักษ์​ในพระเยซู​ผู้​ได้ผ่านไม้กางเขน​สู่​อุโมงค์​ว่างเปล่า​



คำถามคือว่าในความเจ็บของเรานั้นมีอะไรที่ควรต้องตายแต่เรายังกอดอยู่บ้างไหม......ถ้ามีขอเป็นกำลังใจว่าอย่ากลัวที่จะปล่อยมือและยอมรับว่าสิ่งนั้นตายไปแล้ว


ดังแบบแผนในพระคัมภีร์ :
ไม้กางเขน(ตาย) -> สามวัน -> อุโมงค์ว่างเปล่า(ชีวิตใหม่)

เมล็ดต้องหล่นลงพื้นแล้วตายค่อยมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น

" ถ้าเราได้มีส่วนร่วมกับพระองค์ในการตายเหมือนพระองค์ แน่นอนเราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากตายเหมือนพระองค์​ " 
โรม 6:5 TNCV



10 กันยายน 2561

:ความสำเร็จ

แต่ประชากรไม่ฟังคำเตือนของซามูเอล พวกเขายืนกรานว่า “เราต้องการกษัตริย์ปกครอง เราจะได้เหมือนชาติอื่นๆ ทั้งปวงที่มีกษัตริย์นำไปรบทัพจับศึก”

1ซามูเอล 8:19‭-‬20




   เราทุกคนอยากจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ในความอยากนี้บางเวลาเราอาจเคยมองไปคนอื่นๆที่ประสบ"ความสำเร็จ" แล้วคิดว่าเราควรมีอะไรที่เหมือนพวกเขาเพื่อที่เราจะสำเร็จ เราจึงรีบที่จะเลียนแบบหรือไขว่คว้าหาสิ่งที่เขามีและเข้าใจว่า จะนำไปสู่ความสำเร็จได้เหมือนเขา


   บางครั้งให้เราลองหยุดคิดและช้าลงที่จะพยายามเป็นเหมือนคนอื่น เพราะถ้าเราเร็วในการเลียนแบบหรือในการพยายามทำตัวให้เหมือนเขาโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองแรงจูงใจของเราเองว่าเราทำเพื่ออะไร เราอาจจะสูญเสียตัวตนเราไป เพราะ มัวแต่จะเป็นคนนั้น หรือบางครั้งก็อาจมองข้ามแผนงานหรือมุมมองของพระเจ้าที่เป็นความรัก เพราะหลายครั้งถ้ามองด้วยความรัก มันช่างแตกต่างจากท่าทีอื่นๆ

   ในท่าทีแห่งความรักของพระเจ้านั้นจะเริ่มจากการที่เรามีคุณค่าแล้ว และผู้อื่นก็มีค่าของเขา ความรักจากพระเจ้าให้เรารักคนอื่นๆเหมือนรักตนเอง จึงช่วยป้องกันเราจากการอิจฉาผู้อื่น หรือ ป้องกันเราจากการทะเยอทะยานเพื่อให้คุณค่ากับตัวเอง แต่มีเสรีภาพที่จะมาเรียนรู้จากผู้อื่นโดยที่ไม่กระทบถึงตัวตนของเราแต่เป็นโอกาสที่จะช่วยให้ตัวตนเราคมชัดขึ้น

   ด้วยท่าทีแห่งความรักนี้ เราอาจจะต้องหยุดคิดและถามด้วยว่า"ความสำเร็จ" หรือ สิ่งที่เรามองหา คืออะไร เพราะคำตอบของคำถามนี้จะเป็นสิ่งที่กำหนดหนทาง และ ช่วยตรวจสอบท่าทีของเรา ว่า ทำไมเราอยากได้สิ่งนี้


   ทั่วไป"ความสำเร็จ"คือการได้รับการยอมรับจากคนส่วนมากด้วยสิ่งที่เราทำและมี แต่ขอเสนอความคิดเห็นว่า เป็นไปได้ไหม....ความสำเร็จ คือ การใช้ชีวิตจากตัวตนเราบนความรักที่มีผลกระทบต่อชีวิตอื่นๆเพื่อให้ชีวิตของพวกเขามีตัวตนมากขึ้น


8 เมษายน 2561

: สามีและภรรยา

เอเฟซัส บทที่ 5:21-33 ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยา ก่อนที่จะลงรายละเอียดเอเฟซัสได้เริ่มด้วยคำว่า "ยอมเชื่อฟังกันและกันเนื่องด้วยใจยำเกรงเคารพพระเจ้า" (ข้อ21)  

คำนี้เปรียบเหมือนกับกติกาที่วางไว้ก่อนที่จะเริ่มเกมระหว่างสองคน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป กติกานี้เรียกร้องให้ทั้งสองนั้นอยู่ภายใต้การ....ยอม-เชื่อ-ฟัง....กันและกัน ทั้งสามสิ่งนี้ถ้าเรามองและใช้เวลามาเข้าใจจะพบว่า สามสิ่งนี้ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างมาก คำว่ายอมนั้นหมายถึงให้เราวางสิ่งที่เรามองเป็นสิทธิของเรา หรือบางกรณีคือวางสิ่งที่เราเชื่อว่ามันถูกต้อง 

การวางตัวเองลงคือการให้โอกาสกับอีกฝ่ายหนึ่ง และให้ตัวเองร่วมอยู่ในสภาวะที่เขาอยู่ (Empathy) และบางกรณีมีอารมณ์ร่วมกับเขาด้วย ซึ่งก็คือการฟังที่สุดยอดที่สุด    
      
จากการวางลง เราจะสามารถเชื่อว่าสิ่งที่อีกคนกำลังจะสื่อนั้นเป็นจริงและสำคัญสำหรับเขา เชื่อว่าเขาเป็นส่วนสำคัญสำหรับเรา การ ยอม-เชื่อ-ฟังจึงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายกลับมาที่ความรักเสมอ 

ภายใต้กติกาการยอมเชื่อฟังกันและกันนี้ พระคัมภีร์ ได้บอกให้ ผู้ที่เป็น ภรรยา ยอมเชื่อฟังสามี เหมือน คริสตจักรที่ยอมเชื่อฟังพระคริสต์ และเปรียบภรรยาเป็นกาย โดยที่มีสามีเป็นศรีษะ เหมือนคริสตจักรเป็นกายของพระคริสต์โดยที่มีพระคริสต์เป็นศีรษะ  

การยอมเชื่อฟังนี้ จึงเรียกร้องให้เรามาเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง คริสตจักร กับพระคริสต์ บ่อยครั้งเราจะรีบสรุปว่าการยอมเชื่อฟังจากคริสตจักรให้กับพระคริสต์นั้นเป็นการยอมเชื่อฟังเหมือนคำสั่งที่เราต้องเชื่อฟังแต่ถ้าเรามาดูว่าพระคริสต์ตั้งแต่แรกรักเราเสมอด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นความรักที่ให้เสรีภาพแก่เรา ให้สิทธิ์เราที่จะเลือก ไม่ใช่ความรักที่เรียกร้อง หรือ ควบคุม แต่เป็นความรักที่เชิญชวนเสมอ การยอมเชื่อฟังของคริสตจักรที่ให้กับพระคริสต์จึงเป็น การตอบสนองต่อความรักที่คริสตจักรได้รับจากพระคริสต์ อย่างที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า "เรารักเพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน" และ "ถ้าพวกท่านรักเราพวกท่านจะเชื่อฟังสิ่งที่เราบัญชา" การยอมเชื่อฟังจึงเป็น ผลจากการถูกรัก  

อนึ่ง พระคัมภีร์ได้พูดไว้ว่า รูปแบบ หรือการแสดงออก ของการยอมเชื่อฟัง ...
จากฝ่ายหญิงที่ให้กับฝ่ายชายนั้นคือการเคารพและให้เกียรติ "......ภรรยาก็ต้องเคารพสามีของตน" เอเฟซัส 5:33 
ส่วนฝ่ายชาย พระคัมภีร์ เสนอให้ยอมเชื่อฟัง ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยการรักแบบพระคริสต์ที่รักคริสตจักร

ซึ่งก็หมายถึงความรักแบบไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่ไม่อิงกับสิ่งใดๆ เช่น ความรักของพระคริสต์ที่มีให้กับคริสตจักร ก็ไม่เคย ขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ของคริสตจักร หรือ ปฏิกิริยาของคริสตจักรที่มีให้กับพระคริสต์  โดยเฉพาะ ในช่วงเวลาที่ คริสตจักร ไม่ประพฤติ ไม่ทำไม่เป็นดั่งที่พระคริสต์อยากให้เป็น ในเวลาอย่างนั้นพระคริสต์ก็ไม่เคยหยุดที่จะรัก และไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยสิ้นหวัง แถมยังเป็นคนที่เข้าหาก่อน และรักก่อนเสมอ อีกด้านหนึ่งของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข คือ การเชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นคนที่สำคัญและมีค่ามาก ถึงขั้นที่ยอมวางทุกอย่างเพื่อประโยชน์ ของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อตัวเอง "...พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และประทานพระองค์เองแก่คริสตจักร เพื่อทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์..." เอเฟซัส 5:25-26 เพราะความรักพระคริสต์ ได้พาตัวเอง ลงจากบัลลังก์ เข้ามาในสถานการณ์ หรือในสภาพ ของมนุษย์เพื่อจะพูดภาษารักของมนุษย์ และนี่คือความรักที่ยอมเสี่ยงเพื่อประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง 

พระคัมภีร์ได้เสนอว่าการที่ฝ่ายชายยอมและกล้าที่จะรักฝ่ายหญิง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เพราะ อีกฝ่ายหนึ่งเปรียบเหมือนเป็นกายของตัวเอง นั่นก็หมายถึง ความผูกพันระหว่างทั้งสองนั้น เป็นความผูกพัน ที่ ทั้งสองฝ่ายต้องการกันและกัน จึงเรียกร้องการดูแลต่อกันและกัน สุดท้าย การที่สองคนจะผูกพันกันแบบนี้ได้ พระคัมภีร์ ก็ได้เชิญชวนให้ทั้งสองออกจากการผูกพันกับบิดามารดา ที่เป็นแบบเด็กพึ่งพาผู้ใหญ่ เพื่อที่จะเข้าสู่การผูกพันต่อกันและกัน ที่เป็นแบบผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ โดยที่ไม่มีการพึ่งพากัน แต่เป็นการผูกพันบนความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อกันและกัน 

“เพราะเหตุนี้ผู้ชายจึงละจากบิดามารดาของตนไปผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับภรรยา และทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน”  เอเฟซัส 5:31


31 สิงหาคม 2560

: เลือก


หลังจากมนุษย์ล้มลง พระเจ้าได้เข้ามาหาและถามหญิงว่า “เจ้าทำอะไรลงไป?” หญิงก็ตอบว่า “งูนั้นล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงกิน” (ปฐมกาล 3:13) คำตอบของหญิงเป็นการโยนความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเองให้กับมาร "งูนั้นล่อ...ข้าพระองค์จึงกิน" แม้มารมาล่อลวง แต่สุดท้ายก็เป็นการเลือกของมนุษย์เองที่ตัดสินใจหันหลังจากพระเจ้าและเชื่อมาร เป็นการพึ่งตัวเอง ผลของการเลือกนั้นทำให้มนุษย์อายตัวเองและกลัวถูกพระเจ้าลงโทษ หญิงนั้นพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการโทษผู้อื่น ซึ่งกรณีนี้ก็คือมาร 

การโทษคนอื่นดูเหมือนเป็นทางที่มนุษย์ชอบหรือคุ้นเคยที่จะใช้ด้วยความเข้าใจว่าเป็นทางที่จะเอาตัวเองรอดจากการถูกลงโทษเพราะความกลัวและความอายต่อสิ่งที่ตัวเองได้ทำไป หรือเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้เลือกไป ซึ่งสามารถเห็นได้ในบุคคลต่างๆที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เช่น "เมื่อเหล่าประชากรเห็นว่าโมเสสล่าช้าไม่กลับลงมาจากภูเขา จึงพากันไปหาอาโรนและกล่าวว่า “มาเถิด ช่วยสร้างเทพเจ้าขึ้นมานำพวกเราไป เพราะเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโมเสสผู้ที่นำพวกเราออกมาจากอียิปต์”"(อพยพ 32:1) แทนที่จะยอมรับถึงความกลัวที่มีอยู่แล้วหันไปเลือกที่จะไว้วางใจโมเสสและพระเจ้า ชาวอิสราเอลเลือกที่จะโทษโมเสสเพื่อเป็นข้ออ้างที่จะกลับไปสู่ตัวตนเก่าที่เป็นทาสต่อเทพเจ้า 

"ซามูเอลถามว่า “ท่านทำอะไรลงไป?”  ซาอูลตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นไพร่พลกระจัดกระจายไป และท่านไม่ได้มาตามเวลาที่กำหนดไว้ ฝ่ายชาวฟีลิสเตียก็มาชุมนุมกันอยู่ที่มิคมาช ข้าพเจ้าคิดว่า ‘ชาวฟีลิสเตียจะลงมาถล่มเราที่กิลกาลแล้ว เราเองก็ยังไม่ได้ขอความช่วยเหลือจาก องค์พระผู้เป็นเจ้า เลย’ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำต้องถวายเครื่องเผาบูชา”"(1ซามูเอล 13:11-12) กรณีนี้ซาอูลได้ละทิ้งตัวตนใหม่ของความเป็นกษัตริย์มาเป็นทาสของความกลัวโดยการโทษสถานการณ์ว่า 'ฝ่ายชาวฟีลิสเตียก็มาชุมนุมกันอยู่ที่มิคมาช' และโทษคนอื่นๆ เช่น โทษไพร่พล 'ข้าพเจ้าเห็นไพร่พลกระจัดกระจายไป' โทษซามูเอล
ด้วยว่า 'และท่านไม่ได้มาตามเวลาที่กำหนดไว้' สุดท้ายซาอูลก็อ้างสิ่งต่างๆนี้มาเป็นเหตุผลให้ความชอบธรรมกับการเลือกของตัวเอง 'ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำต้อง...' 

หรือ แม้สาวกของพระเยซูในพระคัมภีร์ใหม่ก็ไม่พ้นที่พร้อมจะหาคนโทษ หลังจากที่พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตาย พระเยซูได้เชิญชวนเปโตรเดินตามพระองค์ “จงตามเรามาเถิด!”(ยอห์น21:19) ด้วยการ '...เลี้ยงแกะของเรา...' และถามเปโตรสามครั้งว่า“ท่านรักเราหรือ?” แต่สุดท้ายเปโตรก็พร้อมที่จะหาคนโทษเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบใหม่ที่พระเยซูยื่นให้ "เปโตรหันมาเห็นสาวกที่พระเยซูทรงรักกำลังตามมา (นี่เป็นสาวกคนเดียวกับที่เอนกายพิงพระเยซูในระหว่างอาหารค่ำมื้อนั้นและทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า ใครคือผู้ที่จะทรยศพระองค์?”) เมื่อเปโตรเห็นเขาก็ทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า แล้วคนนี้เล่า?”"(ยอห์น 21:20-21) คำตอบของพระเยซูน่าสนใจมาก "พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าเราต้องการให้เขามีชีวิตอยู่จนเรากลับมา จะเกี่ยวอะไรกับท่าน? ท่านต้องตามเรามา”"(ยอห์น 21:22) ดูเหมือนเปโตรพร้อมที่จะหาคนอื่นมาเป็นข้ออ้างที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อนหน้านี้เขาได้เลือกไว้  แต่คำตอบของพระเยซูที่มาในรูปคำถามเหมือนบอกว่าเราต้องเลือกเองและรับผิดชอบต่อการเลือกของเราเองด้วย

สิทธิ์ในการเลือกเป็นของเราทุกคน สิทธิ์นี้หมายถึงเสรีภาพในการได้เลือก การโทษสิ่งใดทำให้การเลือกของเราถูกกำหนดโดยสิ่งนั้นที่ไม่ใช่ตัวเรา การโทษเป็นการผูกมัดตัวเอง และเป็นการโยนสิทธิ์ในการเลือกออกไปยังสิ่งที่เราโทษ ซึ่งอาจนำเรากลับไปสู่ความเป็นทาสต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นแรงขับเคลื่อน คือความกลัว ความอาย และความเจ็บ

ตัวตนจริงของเราจะถูกก่อตัวขึ้นมาและเติบโตขึ้นผ่านเสรีภาพในการเลือกของเรา เพราะเราต่างเลือกอยู่บนสิ่งที่เราให้คุณค่า และเลือกตามที่เรามองว่าตัวเองเป็นใคร เราคือใครจะเป็นตัวกำหนดว่าเรามีสิทธิอำนาจอะไร มีสิทธิพิเศษอะไร และมีภารกิจอะไรที่มาพร้อมกับสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้น

สิทธิ์ในการเลือกเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ได้มาจากการถูกสร้างตามพระฉาย ซึ่งก็หมายถึงว่าสิทธิ์นี้เป็นของพระเจ้า และพร้อมด้วยสิทธิ์นี้มนุษย์ใด้ถูกมอบหมายให้ไปครอบครองสรรพสิ่งบนโลกนี้ที่พระเจ้าใด้สร้างขึ้น “...’ให้เราสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบเรา ตามอย่างเราเพื่อให้เขาครอบครอง...’” (ปฐมกาล 1:26) การร่วมครอบครองกับพระองค์เป็นภารกิจพิเศษที่มีให้แต่กับมนุษย์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ามุ่งมั่นที่จะนำกลับคืนมาผ่านพระเยซูหลังการล้มลงของอาดัม (โรม 5:17; วิวรณ์ 20:6)

นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพระเจ้าแล้ว สิทธิ์ในการเลือกยังเป็นหลักฐานถึงความรักที่พระเจ้าให้กับมนุษย์ เป็นความรักที่ให้เสรีภาพแบบไม่มีเงื่อนไข พระเจ้าเป็นความรัก รักแท้ให้เสรีภาพในการเลือก เป็นเสรีภาพที่อยู่บนพื้นฐานของความรักไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว และเป็นเสรีภาพที่สามารถรับความรักและให้ความรักออกไป แม้มนุษย์เคยล้มลงอยู่ในความตาย แต่โดยพระเยซูและสิ่งที่พระเยซูได้ทำสำเร็จแล้วบนกางเขนและอุโมงค์ที่ว่างเปล่านั้น ทำให้ผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์ได้มีชีวิตใหม่ที่มีความรัก ทำให้เราสามารถเลือกที่จะรับความรัก และให้ความรักออกไปได้เสมอ 


สิทธิ์ในการเลือกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีค่ามากๆที่พระเจ้าได้มอบให้ อย่าเอาไปแลกหรือมอบให้สิ่งใดหรือผู้ใดง่ายๆ แม้เราจะกลัว อาย หรือเจ็บแค่ไหน ให้เราเลือกที่จะเชื่อว่าความรักของพระเยซูที่อยู่ในเรากับพระกายนั้นได้ถูกพิสูจน์ผ่านไม้กางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่าแล้วว่าความรักนี้มีพลังยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะขจัดความกลัว ล้างความอาย เยียวยาความเจ็บของเราได้ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้ดับความรักที่มีอยู่ในเรา แต่ให้เราใช้สิทธิ์เลือกที่จะเป็นตัวของเราในพระคริสต์ที่มีฐานะเป็นลูกของพระเจ้า ที่พระองค์ได้สร้างขึ้นมาด้วยความรักเพื่อร่วมครอบครองกับพระองค์ และเลือกที่จะรักเสมอ เพราะพระเจ้าเป็นความรัก และพระคริสติ์อยู่ในเรา 



5 มิถุนายน 2560

: เรามีความรัก



เพราะว่า"พระเจ้าเป็นความรัก" แม้ความรักจะไม่ใช่พระเจ้า แต่ความรักเป็นเหมือนตัวแทนของพระเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า เป็นของพระเจ้าผู้เดียว ดังนั้นทุกครั้งที่เราได้รับความรักหรือให้ความรักออกไป เราก็กำลังแตะต้องพระเจ้าอยู่  เรากำลังปลุกการสัมผัสต่อความจริงแห่งพระคริสต์ที่อยู่ในเรา อีกนัยหนึ่งเวลาที่มีความรักจึงเป็นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ และเนื่องจากผู้เชื่อทุกคนมีพระคริสต์อยู่ในเรา เราจึงมีความรัก มีธรรมชาติใหม่ที่จะให้ความรักและรับความรักได้

การที่เราถูกสร้างตามพระฉายนั้น คือการถูกสร้างตามอย่างของพระเจ้าที่เป็นความรัก และตามอย่างความรักระหว่างตรีเอกานุภาพซึ่งเป็นความรักในรูปแบบชุมชน ไม่ใช่แค่การรักตนเองแต่สมบูรณ์ด้วยการรักผู้อื่นผ่านความสัมพันธ์และความผูกพัน ด้วยเหตุนี้อาดัมจึงไม่เหมาะที่จะอยู่คนเดียว


ความรักนี้เรียกหาและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ เพราะความรักนี้มีธรรมชาติแห่งการให้ คือการไม่เห็นแก่ตัว คือการมองหาคนที่เรารักเสมอ ใครที่มีความรักจึงไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ชีวิตในพระคริสต์คือชีวิตแห่งความรัก เพราะฉะนั้นใครที่มีชีวิตที่ขาดความสัมพันธ์และผูกพัน ก็เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำ มีแต่แห้งเหี่ยวลงไปทุกวัน

ในยุคพันธสัญญาใหม่ ผู้เชื่อมีพระวิญญาณองค์เดียวกัน "พระเจ้าเป็นความรัก"ในเราจึงก่อเกิดพระกายขึ้นมา เราต่างเป็นส่วนในพระกาย พระกายจึงคือความสัมพันธ์และความผูกพันที่ความรักตามอย่างพระเจ้านั้นสามารถเป็นจริงได้ผ่านการครอบครองของพระเจ้าในทุกคน

ในความตึงเครียดของช่วงเวลาที่แผ่นดินพระเจ้ายังไม่เต็มบริบูรณ์ พระกายบางครั้งก็ดูมีความเจ็บปวดมากกว่าความรัก แต่เป็นเวลาแบบนี้แหละที่ต้องการความรักเพราะเป็นเวลาที่ความรักจะแสดงพลังของมัน แม้ว่าเป็นเวลาที่ยากในการให้ความรัก แต่เรามีความหวังได้ ความหวังหมายถึงเรามีทางเลือกได้ เลือกที่จะรับความรักหรือให้ความรัก ไม่ใช่ด้วยตัวเราเองที่จะให้ความรักออกมา แต่ด้วยพระคริสต์ที่อยู่ในเรา เวลาเหล่านี้ความรักมักมาในรูปแบบการให้อภัย การฟัง การเข้าใจผู้อื่น หรือ อาจเป็นคำขอโทษ ฯลฯ

สุดท้ายโดยความรักในพระกายนี้ คนอื่นก็อาจสามารถเห็นพระเจ้าได้ และด้วยกันในขณะที่เราทุกคนต่างมารู้จักความรักนี้ เราก็สามารถนำแผ่นดินพระเจ้าให้คนอื่นผ่านการให้ความรักออกไป 

พระกายของคุณคือใคร และสภาพพระกายของคุณเป็นอย่างไร เป็นช่วงที่พระกายต้องการความรักใช่หรือไม่ ..... โปรดจำไว้เสมอว่าเราทุกคนมีความหวังได้เพราะพระคริสต์อยู่ในเรา.....ความหวังคือการที่เราสามารถเลือกได้ และเราหวังได้เพราะเราถูกรัก ความรักก่อให้เกิดความหวังเสมอ

(มัทธิว25:40; 1ยอห์น4:7-12; 1โครินธ์8:3; ยอห์น3:16,17)



22 มีนาคม 2560

: ฉันกลัว...ฉันอาย



“ข้าพระองค์ได้ยินเสียงของพระองค์อยู่ในสวนก็กลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงหลบซ่อนตัวเสีย”(ปฐมกาล 3:10) 

นี่คือคำตอบของมนุษย์ต่อการเรียกหาจากพระเจ้า การล้มลงของมนุษย์หรือความบาปที่เกิดขึ้นนั้นได้ทำให้สูญเสียตัวตนที่พระเจ้าสร้างมา การสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตย่อมเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด มนุษย์เริ่มกลัวพระเจ้าเนื่องจากมองตัวเองเปลี่ยนไป ไม่สามารถยอมรับการเปลือยกายของตัวเองได้ มนุษย์รับตัวตนของตัวเองไม่ได้ และเชื่อว่าพระเจ้าพร้อมจะลงโทษ การไม่ยอมรับตัวเองคือการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ผลกระทบหนึ่งจากการล้มลงหรือจากความบาปคือการอับอายในตัวเอง

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ตกเป็นทาสของความอับอาย เพราะเชื่อว่าตัวตนของเราเป็นคนที่ "ไม่...พอ" เช่น ไม่สวยพอ ไม่หล่อพอ ไม่เก่งพอ ไม่น่ารักพอ ฯลฯ แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะเติมอะไรเข้าไปในช่องว่าง ซึ่งสุดท้ายก็คือไม่ดีพอที่ควรกับการถูกยอมรับ ถูกให้คุณค่า หรือถูกรัก และถ้าใครมาเจอตัวตนเรา ก็จะเชื่อว่าเราจะโดนปฏิเสธ โดนดูถูก หรืออาจถึงขั้นถูกทำร้าย คำโกหกนี้นำสู่ความกลัวได้หลายอย่าง เช่น กลัวที่จะเปิดตัวเองให้คนอื่น กลัวความใกล้ชิด ยากที่จะไว้ใจคน เป็นต้น ความกลัวที่เกิดจากความอับอายนี้จะพาเราไปหลบซ่อน สุดท้ายก็ต้องหาสิ่งต่างๆจากภายนอกมาปกปิดหรือเติมแต่งเพื่อให้เชื่อว่าเราดีพอ เช่น ด้วยการโกหกบิดเบือนปกปิดความจริง ด้วยการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองโดยการหนีจากที่ที่ทำให้เราอายไปยังที่ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ด้วยการตามกระแสนิยมเพื่อจะได้รับการยอมรับจากหมู่คนทั่วไป และด้วยการเสพติดสิ่งต่างๆที่ทำให้มีความรู้สึกดีต่อตัวเอง อาจเป็นสารเสพติด หรือการงาน หรือเรื่องเพศ หรืองานรับใช้ เป็นต้น บางเวลาก็เชื่อว่าสิ่งที่ถูกนำมาใช้ปกปิดเติมแต่งนั้นคือตัวตนใหม่ของเรา และลืมไปว่ายังอายอยู่ เหมือนที่อาดัมเอาใบไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่ชั่วคราวมาปกปิดเติมแต่ง นั่นก็หมายความว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถปกปิดสิ่งที่เราอายในตัวเราได้อย่างถาวร พอถึงเวลาที่หมดค่าเราก็ต้องหามาใหม่ ไม่มีวันจบสิ้น ชีวิตก็วนเวียนอยู่ในวงจรหลบซ่อนเพราะอาย ดังนั้นความอับอายที่ไม่ได้ถูกกำจัดจึงเป็นอารมณ์ที่น่ากลัวเพราะอารมณ์นี้จะกลายเป็นพลังมหาศาลที่ขับเคลื่อนชีวิตและเปลี่ยนชีวิตให้เป็นทาสแทนที่จะมีเสรีภาพเป็นตัวตนที่แท้จริง

เบื้องหลังความกลัวและความอายคือความเจ็บปวดที่เกิดจากความบาปทั้งที่ถูกกระทำและหรือกระทำเอง ความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับการรักษาจะก่อเกิดคำโกหกที่ทำให้เราอายต่อตัวเอง การที่จะหลุดจากความอายอย่างสิ้นเชิงสุดท้ายคือการเผชิญกับความเจ็บและมอบให้พระเยซูมารักษาเยียวยา กระบวนการนี้เริ่มจากความรู้สึกที่เบื่อหน่ายและเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับชีวิตที่หลบซ่อน ยอมมองหาและรับความช่วยเหลือแม้อารมณ์อาจบอกว่า "ฉันไม่เข้าใจว่าจะหลุดได้อย่างไร...และถ้าหลุดแล้วฉันจะเป็นอย่างไร" ช่วงนี้คงเหมือนชาวอิสราเอลหลังจากที่เป็นทาสมา 400 กว่าปี พวกเขาคงยากจะเข้าใจว่าการมีชีวิตที่มีตัวตนนั้นเป็นอย่างไรและคงงงๆว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ความกลัวที่เกิดจากความอายทำให้ยากที่จะไว้ใจคนที่มาช่วย 

ในช่วงเวลาแบบนี้ขอเป็นกำลังใจให้คุณมองหาความรักที่มีให้กับเราโดยเฉพาะที่ไม้กางเขน ที่ซึ่งได้มีการสำแดงและพิสูจน์ความรักที่มีต่อเราทุกคน ความรักที่สมบูรณ์สามารถกำจัดความกลัวออกไปได้ กระบวนการรักษาทั้งหมดทุกขั้นตอนคือการมีความรักจากพระเยซูพาเราเผชิญความเจ็บปวด และทำลายคำโกหก และสุดท้ายมีตัวตนที่แท้จริงจากชีวิตใหม่ คือชีวิตที่มีพระคริสต์ในเรา

(ปฐมกาล3; ยอห์น4:1-24; สดุดี32; โรม 4:25; 5:5; 6:4-7; 1ยอห์น3:16;4:9-10;18)






19 มกราคม 2560

: กำเนิดแห่งความหวัง

ส่วนใหญ่เราจะถูกสอนว่าให้เราทำในปัจจุบันให้ดีที่สุด บางครั้งคำสอนนี้ก็จะบอกด้วยว่าอย่าไปคิดมากกับเรื่องอนาคต อย่างกับว่าอนาคตอยู่ไกลเกินไป     ......

แต่ถ้ามาหยุดคิดหน่อย จะพบว่าเวลาไม่เคยหยุด เวลามีแต่ผ่านไป ไม่มีแม้กระทั่งชะลอลง ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์อยู่ในโลกที่หมุนไปตามกาลเวลา ทุกวินาทีของการใช้ชีวิตของมนุษย์จึงเป็นการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่อนาคตด้วย เพราะวินาทีหน้าก็จะกลายเป็นปัจจุบันและอีกแป๊ปเดียวก็กลายเป็นอดีตไป นั่นหมายความว่าเราทุกคนกำลังใช้ชีวิตเข้าสู่อนาคตตลอดเวลา หรือจะพูดว่าอนาคตเข้ามาหาเราทุกวินาทีเหมือนกับกาลเวลาที่ไม่หยุดยั้งหรือชะลอลง และไม่ได้อิงกับการตัดสินใจของเราด้วย ชีวิตเราจึงเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงสองกาลเวลาเสมอ คือปัจจุบันและอนาคต กาลเวลาพาเรามาเผชิญกับอนาคตตลอดเวลา


การจะเผชิญกับอนาคตอย่างไรล้วนขึ้นอยู่กับการเลือกของเราที่บ่อยครั้งมักขับเคลื่อนโดยความกลัวหรือไม่ก็ความหวัง ความกลัวเป็นอารมณ์และความคิดจากความเชื่อที่ว่าจะมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในอนาคต ความกลัวกักขังและจำกัดพื้นที่ชีวิตของเราเสมอ เหมือนดังอาดัมมนุษย์คนแรก ความกลัวทำให้เขาแอบจนไม่สามารถออกมาเจอหน้ากับพระเจ้า แม้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ริเริ่มเข้ามาและเรียกหามนุษย์หลังจากที่มนุษย์ล้มลง หรือชาวอิสราเอลยุคแรกที่กลัวชาวคานาอันจนไปจำกัดความสามารถ ความซื่อสัตย์และความรักของพระเจ้า 

แต่... ความหวังเป็นอารมณ์และความคิดจากความเชื่อที่ว่าจะมีสิ่งดีกว่าปัจจุบันมากๆจะเกิดขึ้นในอนาคต ความหวังขยายขอบเขต เปิดโลกกว้างให้กับชีวิตเรา และยังเป็นพลังเปลี่ยนเราจากการเป็นผู้ถูกรุกรานกลายเป็นฝ่ายที่รุกเข้าหาอนาคต เหมือนที่พระเจ้าสัญญากับโยชูวาว่าในอนาคตจะมีสิ่งที่ดีกว่าปัจจุบัน จากโยชูวา 1:3-6 “ทุกแห่งที่พวกเจ้าเหยียบย่างไปเราจะยกที่แห่งนั้นให้พวกเจ้า.... ดินแดนของพวกเจ้าจะมีอาณาเขตตั้งแต่ถิ่นกันดารถึง... ไม่มีใครยืนหยัดเจ้าได้ตลอดชีวิตของเจ้า... เจ้าจะนำประชากรเหล่านี้เข้าไปครอบครองดินแดนซึ่งเราปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา...”  โยชูวาจึงนำอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าสู่แผ่นดินพันธสัญญา หรืออับราฮัมที่ได้รับพระสัญญาเกี่ยวกับอนาคตที่ดีมาก จากโรม4:18  “ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะมีความหวังใดๆ อับราฮัมก็ยังเชื่อ เพราะเขามีความหวัง เขาจึงได้เป็นบิดาของหลายชนชาติ”

ฮีบรู11:1 “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น” และจาก โรม4:18 “...อับราฮัมก็ยังเชื่อ เพราะเขามีความหวัง...” ข้อพระคัมภีร์นี้ได้แสดงถึงว่าความหวังและความเชื่ออยู่คู่กันเสมอ ความหวังสัญญาถึงปลายทางที่ดีกว่าปัจจุบัน ความเชื่อเปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่ถูกจุดขึ้นโดยการได้รับแรงบันดาลใจจากความหวังมาขับเคลื่อนชีวิตเรา ในยามยากลำบากความหวังและความเชื่อจึงเป็นกำลังสำคัญให้เราเดินออกจากปัจจุบันเข้าสู่อนาคต โรม 5:2-4 “โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่นี้ด้วยความเชื่อ และเราจึงชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้มีส่วนในพระเกียรติสิริของพระเจ้า ไม่เพียงเท่านั้นแต่เรายังชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้นก่อให้เกิดความบากบั่น ความบากบั่นทำให้เรามีอุปนิสัยที่พิสูจน์แล้วว่าใช้การได้ และอุปนิสัยเช่นนั้นทำให้มีความหวัง” 

บางเวลาอาจยากมากที่จะเชื่อในความหวัง หรือยากมากที่จะมีความหวัง ในเวลานั้นมีอยู่สิ่งหนึ่งที่สามารถให้กำเนิดความหวัง ในโรม 5:5 “ความหวังไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงเทความรักของพระองค์เข้ามาในจิตใจของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่เรา” ความหวังเกิดขึ้นจากการที่เราถูกรัก ความรักคือการให้ คือการที่เราไม่ถูกจดจำความผิดและถูกกล่าวโทษ คือการที่ได้รับโอกาสใหม่เสมอ คือการที่มีคนคำนึงถึงประโยชน์ของเราก่อนตัวเขาเอง คือการที่มีคนให้แต่ความจริง คือได้รับการยอมรับและเห็นถึงความดีในตัวเราเสมอ คือการที่มีคนเชื่อและมีความหวังในตัวเราเสมอ (จาก 1โครินธ์13:4-8) ความรักตามที่กล่าวมานี้เติมคุณค่าให้กับชีวิต การถูกรักช่วยให้รู้สึกถึงความปลอดภัย ความไว้วางใจและการเชื่อมต่อระหว่างทั้งสองคน จากการถูกรักเราก็จะรักกลับด้วยการเห็นชอบกับสิ่งที่คนที่รักเราเชื่อ จึงเป็นธรรมชาติที่เราเริ่มมีความหวังเพราะเขามีความหวังในตัวเรา การถูกรักปลดปล่อยพลังแห่งความหวัง และเป็นพลังที่สามารถพิชิตความกลัว  ดังใน1ยอห์น4:18 “ในความรักไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์ย่อมขจัดความกลัวออกไป เพราะความกลัวเกี่ยวข้องกับการลงโทษ ผู้ที่กลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์”

ในยามหม่นหมองรู้สึกกลัวและไม่มีความหวังที่จะเผชิญกับอนาคตที่มีแต่ถาโถมเข้ามาแบบไม่หยุดยั้งหรือชะลอลง ในเวลาอย่างนี้ให้เรามองหาความรักรอบๆชีวิต โดยเฉพาะความรักของพ่อที่ได้ยืนยันอย่างประจักษ์ได้บนไม้กางเขน 1ยอห์น4:9,10 “นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ท่ามกลางเราทั้งหลาย คือพระองค์ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อเราจะได้มีชีวิตโดยทางพระบุตรนั้น นี่คือความรัก ไม่ใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระเจ้าทรงรักเราและทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเรา” และอุโมงค์ว่างเปล่าก็ได้นำสู่ความรักนิรันดร์ คือพระคริสต์ในเรา (โรม 6:4, โคโลสี 1:27)  ชีวิตของเราจึงมีความรักอยู่รอบล้อมเราเสมอ เป็นความรักที่ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบันและก้าวเข้าสู่อนาคตอย่างมั่นใจ มีชีวิตชีวา 


สุดท้าย ความหวังคือแรงบันดาลใจ ความเชื่อคือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อน แต่ความรักคือแหล่งกำเนิดของทั้งสองสิ่ง  1โครินธ์ 13:13 “ฉะนั้นสามสิ่งนี้ยังคงอยู่คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด”



24 ตุลาคม 2559

: คนจีนในพระคัมภีร์ของคริสเตียน

เราคงเคยได้ยินคนบอกว่าเรื่องพระเจ้าเป็นเรื่องของฝรั่ง  แต่จริงๆแล้วรู้ไหมครับว่า พระคัมภีร์ของคริสเตียนมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคนเอเชียอยู่ด้วย  ส่วนตัวผมเองสนใจประเทศจีน ยิ่งค้นคว้ายิ่งค้นพบว่าโลกโบราณของจีนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพระเจ้าอย่างมาก ก็เลยอยากจะใช้พื้นที่นี้ถ่ายทอดสิ่งที่ได้รู้มา ซึ่งบางอย่างยังเป็นที่ถกเถียงแต่มีมูลที่น่าเชื่ออย่างมาก และเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่จะเล่าออกมาจากใจที่รักพระเจ้าและคนที่รักประเทศจีน


ข้อแรก

ภาษาที่เก่าแก่มากๆของโลกที่ยังมีใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีไม่กี่ภาษาครับ สามภาษาที่รู้จักกันดีคือ ภาษาอินเดีย ภาษาจีน ภาษาฮีบรู สามภาษานี้มีบางอย่างที่คล้ายๆกันคือ เก่าแก่มากๆหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ และตัวอักษรในภาษาเหล่านี้เกิดจากการใช้ชอร์คหรือผู้กันขีด ขีดจำนวนมากมารวมกันเป็นคำ หลายคนเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของภาษาเหล่านี้สามารถสืบย่อนไปถึงยุคของหอบาเบลในพระคัมภีร์เดิม

มีตัวอย่างคำภาษาจีนที่ผมชอบมากๆที่แสดงเรื่องราวในพระคัมภีร์เดิมครับ คือคำว่า ความ "ชอบธรรม/義" คำนี้เกิดจาก คำว่า "แกะ/羊“วางไว้บนคำว่า "ฉัน/我" แกะปกคลุมฉันคือชอบธรรม



อีกคำคือ "เรือใหญ่/船“ เกิดจากคำว่า "เรือเล็ก/舟" และ "แปดคน/八口" เรื่อใหญ่คือเรื่อที่มีครอบครัวที่มีสมาชิกแปดคน ให้ตายเถอะนี่คือเรื่อโนอาร์ครับ รากศัพท์ภาษาจีนมาจากยุคนั้น

คำที่สามคือ "มาร/ปีศาจ/魔" อธิบายตามองค์ประกอบคือ บุคคล (儿) ที่ลี้ลับ(厶) มีชีวิต(丶) อาศัยในสวน(田) รวมเป็นคำแรกว่า"ผี/鬼"และ "ผี/鬼” ที่อยู่ในพี้นที่ปิด (广) ที่เป็นป่า (林) รวมเป็นคำใหม่ว่า "มาร/魔"เห็นได้ชัดครับว่ามีเรื่องราวของมารในสวนเอเดนปะปนอยู่ในอักษรจีนครับ


ข้อสอง
ความเชื่อจีนสมัยโบราณ 3,000 ปี ก่อนที่จะมีตำนานเรื่องเทพหรือเซียน หรือมังกร จีนเคยมีเทพเจ้าที่เก่าแก่มากที่สุดชื่อ 上帝 (ซ่างตี้) แปลตามตัวคือ "จักรพรรดิผู้ครองเบื้องบน" เป็นบิดาหรือต้นกำเหนิดสรรพสิ่งทั้งปวงในจักรวาล ไม่มีภาพ ไม่มีรูปร่างหน้าตา แต่ฮ่องเต้ต้องถวายเครื่อบูชาให้กับซ่างตี้ทุกปี ถ้าจะบอกว่าคนจีนมาจากหอบาเบลก็ยิ่งเข้าเค้า ปัจจุบันคำนี้ให้กับพระเจ้าของคริสเตียน


ข้อสาม
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล อิสยาห์ 49:12 “ดูเถิด พวกเขาจะมาจากแดนไกล บางคนมาจากทางเหนือ บางคนมาจากทางตะวันตก บางคนก็มาจากอัสวาน " เป็นคำแปลที่แปลสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นโดยต้นฉบับที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่ต้นฉบับที่เก่าแก่มากนัก แต่ล่าสุด เมื่อหลายสิบปีก่อนมีคนเลี้ยงแกะไปพบพระคัมภีร์โบราณใช้ภาษาฮีบรูโบราณซุกซ่อนในถ้ำกลายเป็นการค้นพบพระคัมภีร์โบราณฉบับที่ความเก่าแก่นั้นแซงหน้าต้นฉบับทุกต้นฉบับก่อนหน้านี้ทั้งหมด คาดว่าความเก่าแก่เป็นยุคก่อนพระเยซูและเป็นช่วงที่ผู้เชื่อถูกห่มเหงหนีไปหลบซ่อนตัวในถ้ำและนำพระคัมภีร์เหล่านี้ไปซ่อนด้วย สิ่งที่เขาพบกันคือพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้ใช้คำว่า "อัสวาน/Aswan" เหมือนกับฉบับที่ใช้ต่อๆกันมาหลายๆศตวรรษ แต่กลับใช้คำว่า "สินิม/Sinim" ไม่มีใครอธิบายได้ว่า "อัสวาน" คืออะไร มันไม่ตรงกับชื่ออาณาจักรใดๆในสมัยโบราณเลย มีทฤษฏีต่างๆมั่วไปหมดพยายามสรุปให้ได้ว่ามันคือเปอร์เซียแต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ และไม่มีใครรู้ว่าทำไมต้นฉบับสุดเก่าที่พึ่งพบกลับเขียนว่าเป็น "สินิม/Sinim"

มาดูคำว่า "สินิม/Sinim" กัน ทั้ง "อัสวาน" และ "สินิม" ถูกอธิบายว่าเป็นดินแดนที่อยู่ไกลสุดโต่งทางตะวันออก คนตะวันออกกลางโบราณเรียกดินแดนนี้ว่า "สินิม" หรือบางคนในยุคถัดมาเรียกอานาจักรนี้ว่า "อัสวาน" คำว่าอัสวานไม่มีใครรู้ ผมก็ไม่รู้ แต่ อาณาจักรตะวันออกไกลสุดโต่งในสมัยอิสยาห์ มีแต่"อาณาจักรฉิน" (秦国)ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จินซีฮ่องเต้ครองอำนาจ แต่ถือเป็นรัฐที่มีอิทธิพลมากในโลกโบราณ คำว่า ฉินเป็นต้นกำเหนิดของคำที่เราใช้เรียกประเทศจีนในภาษาต่างๆในโลกปัจจุบัน ฉิน/จีน/Sina/Sino/Chin/China ตามแต่ว่าภาษาต่างๆจะออกเสียงอย่างไร และ "สินิม/Sinim" คือเสียงในภาษาตะวันออกกลางโบราณ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาษาจีนบางเวอร์ชั่นระบุเลยว่าเป็น "อาณาจักรฉิน/秦国” นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างว่าจีนปรากฎในโลกโบราณสมัยพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

ข้อสี่

ตอนที่พระเยซูเกิด มีนักปราชญ์สามคนเดินทางมาจากตะวันออกไกล พวกเขามาถึงตอนที่พระเยซูอายุได้เกือบ 2 ปี และมอบของขวัญเป็น ทองคำ กำยาน และมดยอบ หลายคนพยายามสรุปให้ได้ว่าพวกเขาเป็นชาวตะวันออกกลางชาติไหนแต่สรุปไม่ได้ รู้แต่พวกเขามาจากตะวันออกไกลมากๆ และมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์การดูดาวขั้นเทพขนิดที่รู้ว่ากษัตริย์ลงมาเกิด และเดินทางออกจากบ้านตัวเองมาใช้เวลา 2 ปีค่อยมาถึงโดยการติดตามดาว 

ท่านเหล่านี้ถูกต้อนรับโดยกษัตริย์เฮโรดซึ่งเป็นเจ้าเมืองของอาณาจักรโรมัน และจากการต้อนรับแบบให้เกียรติ์ของเฮโรดอาจจะสรุปได้เลยว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่โรมัน แต่เป็นแขกบ้านแขกเมืองฐานะสูงที่เฮโรดต้องให้เกียรติ เป็นไปได้ว่าเขามาจากอีกอาณาจักรที่โรมไม่ยุ่ง

ท่านเหล่านี้ได้เตรียมของบรรณาการที่มีความหมายถึงกษัตริย์/จักรพรรดิมาด้วย สีเหลืองของทองคำหมายถึงจักรพรรดิ กำยานและมดยอบเป็นสิ่งที่คนจีนใช้ไหว้สิ่งที่มาจากเบื้องบน และในสมัยสองพันปีก่อนอาณาจักรเดียวในโลกที่มีความรู้เรื่อง โหราศาสตร์ดาราศาสตร์คือจีนโบราณ

ข้อห้า

สมัยพระเยซูเกิด ในประเทศจีนโบราณตรงกับสมัยจักรพรรดิ์เจียนผิงแห่งราชวงศ์ฮั่น มีบันทึกว่ามีดาวหางปรากฎนานถึง 70 วัน เป็นนิมิต เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ยุคใหม่ ปีใหม่และสิ่งสำคัญกำลังเกิดขึ้น ที่สำคัญคือมีบันทึกว่านักโหราศาสตร์ระดับหัวหน้าผู้รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ หายตัวไปจากประเทศตัวเองเกือบ 2 ปี เป็นปราชย์ที่มีชือเสียงชื่อว่า หลิวเซี่ยง (刘向 / liú xiàng) หลายคนเชื่อว่าท่านผู้นี้เดินทางจากอาณาจักรฮั่น (จีนในปัจจุบัน) มายังอิสราเอล และการเดินทางมาถึงใช้เวลาสองปี พร้อมกับเพื่อนร่วมเดินทางจนมาพบพระกุมารเยซู

เรื่องที่เล่ามาเป็นการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆและพบว่าผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คริสเตียนหลายท่านเริ่มยอมรับ หลายท่านสนใจและสนับสนุนมุมมองเหล่านี้ครับ

ตามนั้นครับ จากใจที่รักพระเจ้ารักคนจีน และพระเจ้าก็รักคนจีน จะบอกว่าพระเจ้ารักคนจีนมาตลอด จึงเขียนมาเพื่อให้รู้ว่าพระเจ้าสำหรับทุกชาติจริงๆ

หมื่นลี้



24 กันยายน 2559

: พันธสัญญาใหม่ vs การฟื้นฟู


หลายครั้งที่เราคริสเตียนมีโอกาสไปร่วมงานประชุมพิเศษที่เรียกกันว่า"งานฟื้นฟู"โดยหวังว่าจะเป็นเวลาที่จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าหรืออาจเป็นเวลาที่จะเรียนรู้บางอย่างใหม่ๆเกี่ยวกับพระเจ้า สุดท้ายแล้วเพื่อให้กายใจและวิญญาณของเราได้"ฟื้นขึ้น" หรือเรียกว่ามีชีวิตชีวาขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายคือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระเยซูมากขึ้น แต่แล้วหลายครั้งหลังงานอาจแค่ไม่กี่ชั่วโมงความรู้สึกฟื้นขึ้นก็หายไป ทำให้บางทีก็พูดเล่นกันว่าพอฟูแล้วก็แฟบ บางครั้งก็เรียกว่ารั่ว หลายคนเลยเข้าใจว่าเขาต้องไปงานพิเศษอีกเพื่อจะให้ฟื้นขึ้นหลังจากแฟบลง ชีวิตคริสเตียนก็กลายเป็นอยู่ในวงจรฟูแฟบฟูแฟบ จากประสบการณ์เหล่านี้ก็เริ่มมีคำสอนว่าเราควรทำอย่างไรเพื่อที่ประสบการณ์ "ฟื้นฟู" นี้จะอยู่กับเราได้ยาวนานขึ้น ส่วนตัวเรียกคำสอนแบบนี้ว่า"วิธีที่เราจะต้อนรับและคงการทรงสถิต" ผู้เชื่อที่อยู่ในวงจรนี้ต่างมองหาทางที่จะพบพระเจ้ามากขึ้นเพื่อให้ชีวิตได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระเยซู 

คำถามคือการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้เหมือนผู้สร้างเรานั้น เราซึ่งเป็นผู้ถูกสร้างควรมีส่วนแค่ไหนในกระบวนการนี้ และมีวิธีอื่นอีกไหมที่เราจะสามารถออกจากวงจรนี้ได้โดยที่ยังมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเหมือนพระเยซูด้วย

ในยุคแห่งพันธสัญญาใหม่ที่เราอยู่ขณะนี้ เป็นยุคที่มีพระสัญญาแตกต่างจากพันธสัญญาเดิม ในเยเรมีย์ 31 ได้เปรียบเทียบสองพันธสัญญาไว้และได้ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญที่แตกต่างกันมากที่สุด 2 ประการ
ประการแรก ในพันธสัญญาเดิมนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ แต่พันธสัญญาใหม่ล้วนเป็นพระเจ้าที่กระทำในเราและเปลี่ยนชีวิตของเราจากภายในออกมา "...เราจะทำพันธสัญญาใหม่..." (31) "...เราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของพวกเขา...เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา..." (33) "...เราจะอภัยความชั่วร้ายของเขา และจะไม่จดจำบาปทั้งหลายของเขาอีกต่อไป..." (34) และจาก เอเสเคียล 36:26,27 "...เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้าและใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า เราจะขจัดใจหินออกจากเจ้าและให้เจ้ามีใจเนื้อ เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า โน้มนำเจ้าให้ปฏิบัติตาม..." ผู้ใดที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ก็มีแต่เชื่อยอมรับและไว้วางใจในพระเจ้าที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถยิ่งใหญ่ที่จะทำให้พันธสัญญาใหม่เป็นจริงในเรา อย่างที่ใน กาลาเทีย 3 บอกไว้ว่าเราเริ่มด้วยความเชื่อ ก็ต่อด้วยความเชื่อ และจบด้วยความเชื่อ หรือใน เอเฟซัส 2:8,9 "...ได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ...ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ..."

ประการที่สอง จาก 2 โครินธ์ 3 เน้นถึงพันธสัญญาใหม่ที่มีความยิ่งใหญ่กว่าพันธสัญญาเดิม โดยที่พันธสัญญาใหม่หรือ"พันธสัญญาแห่งพระวิญญาณ" ให้ชีวิตและเสรีภาพ ในขณะที่พันธสัญญาเดิมหรือ "พันธสัญญาแห่งบทบัญญัติ..” ประหารชีวิต (2 โครินธ์ 3:6) แม้ว่าพันธสัญญาแห่งบทบัญญัติจะมีรัศมีอย่างช่วงที่โมเสสลงมาจากเขาพร้อมด้วยใบหน้าเปล่งรัศมี แต่แล้วโมเสสก็ต้อง "...เอาผ้าคลุมหน้าเพื่อไม่ให้ชนอิสราเอลมองเห็นรัศมีที่กำลังจางหายไป" พันธสัญญาแห่งพระวิญญาณจึงยิ่งใหญ่กว่าเพราะนอกจากจะให้ชีวิตและเสรีภาพแล้ว พันธสัญญาแห่งพระวิญญาณยังมีรัศมีที่ไม่จางหายไปแต่"เพิ่มพูนขึ้น" (2 โครินธ์ 3:18) สิ่งที่เป็นข่าวดีคือด้วยรัศมีนี้ "เราทั้งหลายผู้ไม่มีผ้าคลุมหน้าล้วนใคร่ครวญพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า เรากำลังรับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระองค์ด้วยรัศมีที่เพิ่มพูนขึ้นทุกที อันเป็นรัศมีซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระวิญญาณ" 

ดังนั้นเราจึงไม่ต้องมองหาพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือรัศมีจากภายนอกของเรา ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเพื่อให้การ "ฟื้นฟู"คงอยู่ในเรา แต่เรากลับมีรัศมีนี้อยู่ในเราที่ไม่จางหาย มีแต่เพิ่มพูนขึ้น และเปลี่ยนแปลงเราผู้เชื่อให้เหมือนพระเยซู ผู้เชื่อทุกคนจึงไม่ต้องอยู่ในวงจรฟูแฟบ ทั้งหมดนี้เป็นจริง ก็เพราะการตายและการเป็นขึ้นของพระเยซูได้เริ่มยุคของพันธสัญญาใหม่ นี่คือข่าวดี!!!













14 กันยายน 2559

: ชีวิตที่เหนือธรรมชาติ


ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเริ่มประกาศ "จงกลับใจใหม่เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว" เพื่อ "เตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำทางสำหรับพระองค์ให้ตรงไป" (มัทธิว 3:1-3) ยอห์นรู้ดีอย่างมากถึงบทบาทของตัวเอง แม้ยอห์นได้ทำผลงานอย่างดีเยี่ยมในการประกาศ แต่เขาก็ชัดเจนเสมอว่าเขามาเพื่อเตรียมทางให้กับผู้ที่สำคัญกว่าเขา และประกาศว่า"ภายหลังเราจะมีผู้หนึ่งทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งกว่าเราเสด็จมา เราไม่คู่ควรแม้แต่จะถือฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์จะทรงให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ" (มัทธิว 3:11) ยอห์นยอมรับว่าเวลาของเขาแค่ชั่วคราว และพร้อมที่จะลดบทบาทลงเมื่อผู้ทรงฤทธิ์มาถึง 



ในขณะที่ยอห์นกำลังเตรียมทางและรอการมาของผู้ทรงฤทธิ์นั้น ภารกิจของพระเยซูก็เริ่มถูกกล่าวถึงกันมากขึ้น "กิตติศัพท์เรื่องนี้ของพระเยซูก็เลื่องลือไปทั่วแคว้นยูเดียและดินแดนโดยรอบ พวกสาวกของยอห์นมาเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านั้น" (ลูกา 7:17-18) รายงานของสาวกทำให้ยอห์นสนใจขึ้นมาว่าผู้นี้ใช่เป็นผู้ที่เขารอคอยหรือเปล่า จึง "ส่งเขาไปทูลถามองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ท่านคือผู้ที่จะมานั้นหรือเราจะต้องคอยผู้อื่น?” (ลูกา 7:19) สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากคืออะไรเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าพระเยซูคือผู้นั้น พระเยซูรู้ว่าตัวเองคือใครและพร้อมที่จะแสดงตัวให้ยอห์นรับรู้ สิ่งที่พระเยซูใช้พิสูจน์ว่าตัวเองคือผู้ทรงฤทธิ์ก็คือการประกาศ(ใช้ถ้อยคำ)เรื่องข่าวประเสริฐ และสิ่งอัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่พระเยซูทำ(ใช้การงาน) "จงกลับไปรายงานสิ่งที่ท่านได้เห็นได้ยิน...คือคนตาบอดมองเห็นได้ คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายจากโรค คนหูหนวกกลับได้ยิน คนตายแล้วเป็นขึ้นมา และข่าวประเสริฐได้ประกาศแก่คนยากไร้ " (ลูกา 7:22) การอัศจรรย์ที่พระเยซูทำเป็นการสาธิตถึงข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศออกไป ข่าวประเสริฐจึงไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียวแต่มีการงานหรือการกระทำที่แสดงออกมาตามคำพูดด้วย "เพราะข่าวประเสริฐของเรามาถึงท่านไม่ใช่เพียงด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ด้วยฤทธิ์อำนาจ..." (1 เธสะโลนิกา 1:5) "...ข่าวประเสริฐคือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า..." (โรม 1:6)

แม้พระเยซูในเวลานั้นเป็นตัวเป็นตนที่จับต้องได้มองเห็นได้  การพิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นใครยังคือการประกาศข่าวประเสริฐที่มีการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติมาสนับสนุน ไม่ใช่สิ่งอื่นหรือวิธืใดเลย ไม่ใช่ด้วยเรื่องตระกูล ไม่ใช่ว่ามาจากธรรมศาลาไหน ไม่ใช่ด้วยการศึกษา ไม่ใช่ด้วยจำนวนคนติดตาม ไม่ใช่ด้วยวาจา ไม่ใช่ด้วยเงินทอง แต่ด้วยการทำการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่มาพร้อมกับการประกาศข่าวประเสริฐ ในยุคนี้เพราะเราเป็นพระกาย เพราะเราต่างมีพระคริสต์ในเรา ก็ยิ่งควรทำการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติมากขึ้นอย่างที่พระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่าเราจะทำ "เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า ผู้ที่เชื่อในเราจะทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เขาจะทำแม้กระทั่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก" (ยอห์น 14:12) เพื่อมาแสดงถึงว่าพระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอด คือผู้ทรงฤทธิ์ และคือองค์พระผู้เป็นเจ้า 

ในหนังสือกิจการบันทึกการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำผ่านชีวิตของอัครฑูตและสาวกโดยที่ไม่มีพระเยซูอยู่กับเขาเป็นตัวเป็นตน พวกเขาประกาศข่าวประเสริฐและทำการอัศจรรย์อย่างที่พระเยซูทำ สิ่งที่น่าทึ่งอย่างมากคือไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ แต่กลายเป็นทั้งอัครฑูตและสาวกทุกคนทำได้หมด “ผู้ที่เชื่อจะมีหมายสำคัญดังนี้คือ เขาทั้งหลายจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาใหม่ๆ เขาจะจับงูด้วยมือเปล่า และเมื่อดื่มพิษร้ายเขาจะไม่เป็นอันตรายเลย เขาจะวางมือให้คนเจ็บคนป่วยและคนเหล่านั้นจะหายโรค” (มก 16:17,18) แม้คริสตจักรถูกข่มเหงและกระจัดกระจายไป สาวกทั้งหลายก็ยังประกาศข่าวประเสริฐในทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาไปแม้อัครฑูตไม่ได้อยู่ด้วย การประกาศจึงเป็นวิถีชีวิตของพวกสาวกอย่างมาก “บรรดาผู้กระจัดกระจายไปนั้นก็เที่ยวประกาศพระวจนะในทุกแห่งหนที่พวกเขาไป” (กจ 8:4)


การทำการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่มาพร้อมกับการประกาศข่าวประเสริฐจึงควรเป็นวิถีชีวิตของผู้เชื่อทุกคน เป็นสิทธิพิเศษที่พระเจ้าให้เราที่เป็นลูกได้ทำร่วมกับคุณพ่อในการให้ความรักของคุณพ่อออกไปเพื่อคนทั้งหลายจะได้รับชีวิตใหม่ ให้เราเชื่อและต้อนรับชีวิตใหม่นี้ แล้วใช้ชีวิตให้คนทั้งหลายได้ยินและมีประสบการณ์กับข่าวที่ประเสริฐจริงๆ ...