31 สิงหาคม 2560

: เลือก


หลังจากมนุษย์ล้มลง พระเจ้าได้เข้ามาหาและถามหญิงว่า “เจ้าทำอะไรลงไป?” หญิงก็ตอบว่า “งูนั้นล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงกิน” (ปฐมกาล 3:13) คำตอบของหญิงเป็นการโยนความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเองให้กับมาร "งูนั้นล่อ...ข้าพระองค์จึงกิน" แม้มารมาล่อลวง แต่สุดท้ายก็เป็นการเลือกของมนุษย์เองที่ตัดสินใจหันหลังจากพระเจ้าและเชื่อมาร เป็นการพึ่งตัวเอง ผลของการเลือกนั้นทำให้มนุษย์อายตัวเองและกลัวถูกพระเจ้าลงโทษ หญิงนั้นพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบโดยการโทษผู้อื่น ซึ่งกรณีนี้ก็คือมาร 

การโทษคนอื่นดูเหมือนเป็นทางที่มนุษย์ชอบหรือคุ้นเคยที่จะใช้ด้วยความเข้าใจว่าเป็นทางที่จะเอาตัวเองรอดจากการถูกลงโทษเพราะความกลัวและความอายต่อสิ่งที่ตัวเองได้ทำไป หรือเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้เลือกไป ซึ่งสามารถเห็นได้ในบุคคลต่างๆที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เช่น "เมื่อเหล่าประชากรเห็นว่าโมเสสล่าช้าไม่กลับลงมาจากภูเขา จึงพากันไปหาอาโรนและกล่าวว่า “มาเถิด ช่วยสร้างเทพเจ้าขึ้นมานำพวกเราไป เพราะเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโมเสสผู้ที่นำพวกเราออกมาจากอียิปต์”"(อพยพ 32:1) แทนที่จะยอมรับถึงความกลัวที่มีอยู่แล้วหันไปเลือกที่จะไว้วางใจโมเสสและพระเจ้า ชาวอิสราเอลเลือกที่จะโทษโมเสสเพื่อเป็นข้ออ้างที่จะกลับไปสู่ตัวตนเก่าที่เป็นทาสต่อเทพเจ้า 

"ซามูเอลถามว่า “ท่านทำอะไรลงไป?”  ซาอูลตอบว่า “ข้าพเจ้าเห็นไพร่พลกระจัดกระจายไป และท่านไม่ได้มาตามเวลาที่กำหนดไว้ ฝ่ายชาวฟีลิสเตียก็มาชุมนุมกันอยู่ที่มิคมาช ข้าพเจ้าคิดว่า ‘ชาวฟีลิสเตียจะลงมาถล่มเราที่กิลกาลแล้ว เราเองก็ยังไม่ได้ขอความช่วยเหลือจาก องค์พระผู้เป็นเจ้า เลย’ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำต้องถวายเครื่องเผาบูชา”"(1ซามูเอล 13:11-12) กรณีนี้ซาอูลได้ละทิ้งตัวตนใหม่ของความเป็นกษัตริย์มาเป็นทาสของความกลัวโดยการโทษสถานการณ์ว่า 'ฝ่ายชาวฟีลิสเตียก็มาชุมนุมกันอยู่ที่มิคมาช' และโทษคนอื่นๆ เช่น โทษไพร่พล 'ข้าพเจ้าเห็นไพร่พลกระจัดกระจายไป' โทษซามูเอล
ด้วยว่า 'และท่านไม่ได้มาตามเวลาที่กำหนดไว้' สุดท้ายซาอูลก็อ้างสิ่งต่างๆนี้มาเป็นเหตุผลให้ความชอบธรรมกับการเลือกของตัวเอง 'ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำต้อง...' 

หรือ แม้สาวกของพระเยซูในพระคัมภีร์ใหม่ก็ไม่พ้นที่พร้อมจะหาคนโทษ หลังจากที่พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตาย พระเยซูได้เชิญชวนเปโตรเดินตามพระองค์ “จงตามเรามาเถิด!”(ยอห์น21:19) ด้วยการ '...เลี้ยงแกะของเรา...' และถามเปโตรสามครั้งว่า“ท่านรักเราหรือ?” แต่สุดท้ายเปโตรก็พร้อมที่จะหาคนโทษเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบใหม่ที่พระเยซูยื่นให้ "เปโตรหันมาเห็นสาวกที่พระเยซูทรงรักกำลังตามมา (นี่เป็นสาวกคนเดียวกับที่เอนกายพิงพระเยซูในระหว่างอาหารค่ำมื้อนั้นและทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า ใครคือผู้ที่จะทรยศพระองค์?”) เมื่อเปโตรเห็นเขาก็ทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า แล้วคนนี้เล่า?”"(ยอห์น 21:20-21) คำตอบของพระเยซูน่าสนใจมาก "พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าเราต้องการให้เขามีชีวิตอยู่จนเรากลับมา จะเกี่ยวอะไรกับท่าน? ท่านต้องตามเรามา”"(ยอห์น 21:22) ดูเหมือนเปโตรพร้อมที่จะหาคนอื่นมาเป็นข้ออ้างที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อนหน้านี้เขาได้เลือกไว้  แต่คำตอบของพระเยซูที่มาในรูปคำถามเหมือนบอกว่าเราต้องเลือกเองและรับผิดชอบต่อการเลือกของเราเองด้วย

สิทธิ์ในการเลือกเป็นของเราทุกคน สิทธิ์นี้หมายถึงเสรีภาพในการได้เลือก การโทษสิ่งใดทำให้การเลือกของเราถูกกำหนดโดยสิ่งนั้นที่ไม่ใช่ตัวเรา การโทษเป็นการผูกมัดตัวเอง และเป็นการโยนสิทธิ์ในการเลือกออกไปยังสิ่งที่เราโทษ ซึ่งอาจนำเรากลับไปสู่ความเป็นทาสต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นแรงขับเคลื่อน คือความกลัว ความอาย และความเจ็บ

ตัวตนจริงของเราจะถูกก่อตัวขึ้นมาและเติบโตขึ้นผ่านเสรีภาพในการเลือกของเรา เพราะเราต่างเลือกอยู่บนสิ่งที่เราให้คุณค่า และเลือกตามที่เรามองว่าตัวเองเป็นใคร เราคือใครจะเป็นตัวกำหนดว่าเรามีสิทธิอำนาจอะไร มีสิทธิพิเศษอะไร และมีภารกิจอะไรที่มาพร้อมกับสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้น

สิทธิ์ในการเลือกเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ได้มาจากการถูกสร้างตามพระฉาย ซึ่งก็หมายถึงว่าสิทธิ์นี้เป็นของพระเจ้า และพร้อมด้วยสิทธิ์นี้มนุษย์ใด้ถูกมอบหมายให้ไปครอบครองสรรพสิ่งบนโลกนี้ที่พระเจ้าใด้สร้างขึ้น “...’ให้เราสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบเรา ตามอย่างเราเพื่อให้เขาครอบครอง...’” (ปฐมกาล 1:26) การร่วมครอบครองกับพระองค์เป็นภารกิจพิเศษที่มีให้แต่กับมนุษย์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่พระเจ้ามุ่งมั่นที่จะนำกลับคืนมาผ่านพระเยซูหลังการล้มลงของอาดัม (โรม 5:17; วิวรณ์ 20:6)

นอกจากเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพระเจ้าแล้ว สิทธิ์ในการเลือกยังเป็นหลักฐานถึงความรักที่พระเจ้าให้กับมนุษย์ เป็นความรักที่ให้เสรีภาพแบบไม่มีเงื่อนไข พระเจ้าเป็นความรัก รักแท้ให้เสรีภาพในการเลือก เป็นเสรีภาพที่อยู่บนพื้นฐานของความรักไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว และเป็นเสรีภาพที่สามารถรับความรักและให้ความรักออกไป แม้มนุษย์เคยล้มลงอยู่ในความตาย แต่โดยพระเยซูและสิ่งที่พระเยซูได้ทำสำเร็จแล้วบนกางเขนและอุโมงค์ที่ว่างเปล่านั้น ทำให้ผู้เชื่อทั้งหลายในพระคริสต์ได้มีชีวิตใหม่ที่มีความรัก ทำให้เราสามารถเลือกที่จะรับความรัก และให้ความรักออกไปได้เสมอ 


สิทธิ์ในการเลือกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีค่ามากๆที่พระเจ้าได้มอบให้ อย่าเอาไปแลกหรือมอบให้สิ่งใดหรือผู้ใดง่ายๆ แม้เราจะกลัว อาย หรือเจ็บแค่ไหน ให้เราเลือกที่จะเชื่อว่าความรักของพระเยซูที่อยู่ในเรากับพระกายนั้นได้ถูกพิสูจน์ผ่านไม้กางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่าแล้วว่าความรักนี้มีพลังยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะขจัดความกลัว ล้างความอาย เยียวยาความเจ็บของเราได้ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้ดับความรักที่มีอยู่ในเรา แต่ให้เราใช้สิทธิ์เลือกที่จะเป็นตัวของเราในพระคริสต์ที่มีฐานะเป็นลูกของพระเจ้า ที่พระองค์ได้สร้างขึ้นมาด้วยความรักเพื่อร่วมครอบครองกับพระองค์ และเลือกที่จะรักเสมอ เพราะพระเจ้าเป็นความรัก และพระคริสติ์อยู่ในเรา 



5 มิถุนายน 2560

: เรามีความรัก



เพราะว่า"พระเจ้าเป็นความรัก" แม้ความรักจะไม่ใช่พระเจ้า แต่ความรักเป็นเหมือนตัวแทนของพระเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า เป็นของพระเจ้าผู้เดียว ดังนั้นทุกครั้งที่เราได้รับความรักหรือให้ความรักออกไป เราก็กำลังแตะต้องพระเจ้าอยู่  เรากำลังปลุกการสัมผัสต่อความจริงแห่งพระคริสต์ที่อยู่ในเรา อีกนัยหนึ่งเวลาที่มีความรักจึงเป็นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ และเนื่องจากผู้เชื่อทุกคนมีพระคริสต์อยู่ในเรา เราจึงมีความรัก มีธรรมชาติใหม่ที่จะให้ความรักและรับความรักได้

การที่เราถูกสร้างตามพระฉายนั้น คือการถูกสร้างตามอย่างของพระเจ้าที่เป็นความรัก และตามอย่างความรักระหว่างตรีเอกานุภาพซึ่งเป็นความรักในรูปแบบชุมชน ไม่ใช่แค่การรักตนเองแต่สมบูรณ์ด้วยการรักผู้อื่นผ่านความสัมพันธ์และความผูกพัน ด้วยเหตุนี้อาดัมจึงไม่เหมาะที่จะอยู่คนเดียว


ความรักนี้เรียกหาและก่อให้เกิดความสัมพันธ์ เพราะความรักนี้มีธรรมชาติแห่งการให้ คือการไม่เห็นแก่ตัว คือการมองหาคนที่เรารักเสมอ ใครที่มีความรักจึงไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ชีวิตในพระคริสต์คือชีวิตแห่งความรัก เพราะฉะนั้นใครที่มีชีวิตที่ขาดความสัมพันธ์และผูกพัน ก็เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำ มีแต่แห้งเหี่ยวลงไปทุกวัน

ในยุคพันธสัญญาใหม่ ผู้เชื่อมีพระวิญญาณองค์เดียวกัน "พระเจ้าเป็นความรัก"ในเราจึงก่อเกิดพระกายขึ้นมา เราต่างเป็นส่วนในพระกาย พระกายจึงคือความสัมพันธ์และความผูกพันที่ความรักตามอย่างพระเจ้านั้นสามารถเป็นจริงได้ผ่านการครอบครองของพระเจ้าในทุกคน

ในความตึงเครียดของช่วงเวลาที่แผ่นดินพระเจ้ายังไม่เต็มบริบูรณ์ พระกายบางครั้งก็ดูมีความเจ็บปวดมากกว่าความรัก แต่เป็นเวลาแบบนี้แหละที่ต้องการความรักเพราะเป็นเวลาที่ความรักจะแสดงพลังของมัน แม้ว่าเป็นเวลาที่ยากในการให้ความรัก แต่เรามีความหวังได้ ความหวังหมายถึงเรามีทางเลือกได้ เลือกที่จะรับความรักหรือให้ความรัก ไม่ใช่ด้วยตัวเราเองที่จะให้ความรักออกมา แต่ด้วยพระคริสต์ที่อยู่ในเรา เวลาเหล่านี้ความรักมักมาในรูปแบบการให้อภัย การฟัง การเข้าใจผู้อื่น หรือ อาจเป็นคำขอโทษ ฯลฯ

สุดท้ายโดยความรักในพระกายนี้ คนอื่นก็อาจสามารถเห็นพระเจ้าได้ และด้วยกันในขณะที่เราทุกคนต่างมารู้จักความรักนี้ เราก็สามารถนำแผ่นดินพระเจ้าให้คนอื่นผ่านการให้ความรักออกไป 

พระกายของคุณคือใคร และสภาพพระกายของคุณเป็นอย่างไร เป็นช่วงที่พระกายต้องการความรักใช่หรือไม่ ..... โปรดจำไว้เสมอว่าเราทุกคนมีความหวังได้เพราะพระคริสต์อยู่ในเรา.....ความหวังคือการที่เราสามารถเลือกได้ และเราหวังได้เพราะเราถูกรัก ความรักก่อให้เกิดความหวังเสมอ

(มัทธิว25:40; 1ยอห์น4:7-12; 1โครินธ์8:3; ยอห์น3:16,17)



22 มีนาคม 2560

: ฉันกลัว...ฉันอาย



ข้าพระองค์ได้ยินเสียงของพระองค์อยู่ในสวนก็กลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงหลบซ่อนตัวเสีย(ปฐมกาล 3:10) 

นี่คือคำตอบของมนุษย์ต่อการเรียกหาจากพระเจ้า การล้มลงของมนุษย์หรือความบาปที่เกิดขึ้นนั้นได้ทำให้สูญเสียตัวตนที่พระเจ้าสร้างมา การสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตย่อมเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด มนุษย์เริ่มกลัวพระเจ้าเนื่องจากมองตัวเองเปลี่ยนไป ไม่สามารถยอมรับการเปลือยกายของตัวเองได้ มนุษย์รับตัวตนของตัวเองไม่ได้ และเชื่อว่าพระเจ้าพร้อมจะลงโทษ การไม่ยอมรับตัวเองคือการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ผลกระทบหนึ่งจากการล้มลงหรือจากความบาปคือการอับอายในตัวเอง

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ตกเป็นทาสของความอับอาย เพราะเชื่อว่าตัวตนของเราเป็นคนที่ "ไม่...พอ" เช่น ไม่สวยพอ ไม่หล่อพอ ไม่เก่งพอ ไม่น่ารักพอ ฯลฯ แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะเติมอะไรเข้าไปในช่องว่าง ซึ่งสุดท้ายก็คือไม่ดีพอที่ควรกับการถูกยอมรับ ถูกให้คุณค่า หรือถูกรัก และถ้าใครมาเจอตัวตนเรา ก็จะเชื่อว่าเราจะโดนปฏิเสธ โดนดูถูก หรืออาจถึงขั้นถูกทำร้าย คำโกหกนี้นำสู่ความกลัวได้หลายอย่าง เช่น กลัวที่จะเปิดตัวเองให้คนอื่น กลัวความใกล้ชิด ยากที่จะไว้ใจคน เป็นต้น ความกลัวที่เกิดจากความอับอายนี้จะพาเราไปหลบซ่อน สุดท้ายก็ต้องหาสิ่งต่างๆจากภายนอกมาปกปิดหรือเติมแต่งเพื่อให้เชื่อว่าเราดีพอ เช่น ด้วยการโกหกบิดเบือนปกปิดความจริง ด้วยการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองโดยการหนีจากที่ที่ทำให้เราอายไปยังที่ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ด้วยการตามกระแสนิยมเพื่อจะได้รับการยอมรับจากหมู่คนทั่วไป และด้วยการเสพติดสิ่งต่างๆที่ทำให้มีความรู้สึกดีต่อตัวเอง อาจเป็นสารเสพติด หรือการงาน หรือเรื่องเพศ หรืองานรับใช้ เป็นต้น บางเวลาก็เชื่อว่าสิ่งที่ถูกนำมาใช้ปกปิดเติมแต่งนั้นคือตัวตนใหม่ของเรา และลืมไปว่ายังอายอยู่ เหมือนที่อาดัมเอาใบไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่ชั่วคราวมาปกปิดเติมแต่ง นั่นก็หมายความว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถปกปิดสิ่งที่เราอายในตัวเราได้อย่างถาวร พอถึงเวลาที่หมดค่าเราก็ต้องหามาใหม่ ไม่มีวันจบสิ้น ชีวิตก็วนเวียนอยู่ในวงจรหลบซ่อนเพราะอาย ดังนั้นความอับอายที่ไม่ได้ถูกกำจัดจึงเป็นอารมณ์ที่น่ากลัวเพราะอารมณ์นี้จะกลายเป็นพลังมหาศาลที่ขับเคลื่อนชีวิตและเปลี่ยนชีวิตให้เป็นทาสแทนที่จะมีเสรีภาพเป็นตัวตนที่แท้จริง

เบื้องหลังความกลัวและความอายคือความเจ็บปวดที่เกิดจากความบาปทั้งที่ถูกกระทำและหรือกระทำเอง ความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับการรักษาจะก่อเกิดคำโกหกที่ทำให้เราอายต่อตัวเอง การที่จะหลุดจากความอายอย่างสิ้นเชิงสุดท้ายคือการเผชิญกับความเจ็บและมอบให้พระเยซูมารักษาเยียวยา กระบวนการนี้เริ่มจากความรู้สึกที่เบื่อหน่ายและเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับชีวิตที่หลบซ่อน ยอมมองหาและรับความช่วยเหลือแม้อารมณ์อาจบอกว่า "ฉันไม่เข้าใจว่าจะหลุดได้อย่างไร...และถ้าหลุดแล้วฉันจะเป็นอย่างไร" ช่วงนี้คงเหมือนชาวอิสราเอลหลังจากที่เป็นทาสมา 400 กว่าปี พวกเขาคงยากจะเข้าใจว่าการมีชีวิตที่มีตัวตนนั้นเป็นอย่างไรและคงงงๆว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ความกลัวที่เกิดจากความอายทำให้ยากที่จะไว้ใจคนที่มาช่วย 

ในช่วงเวลาแบบนี้ขอเป็นกำลังใจให้คุณมองหาความรักที่มีให้กับเราโดยเฉพาะที่ไม้กางเขน ที่ซึ่งได้มีการสำแดงและพิสูจน์ความรักที่มีต่อเราทุกคน ความรักที่สมบูรณ์สามารถกำจัดความกลัวออกไปได้ กระบวนการรักษาทั้งหมดทุกขั้นตอนคือการมีความรักจากพระเยซูพาเราเผชิญความเจ็บปวด และทำลายคำโกหก และสุดท้ายมีตัวตนที่แท้จริงจากชีวิตใหม่ คือชีวิตที่มีพระคริสต์ในเรา

(ปฐมกาล3; ยอห์น4:1-24; สดุดี32; โรม 4:25; 5:5; 6:4-7; 1ยอห์น3:16;4:9-10;18)






19 มกราคม 2560

: กำเนิดแห่งความหวัง

ส่วนใหญ่เราจะถูกสอนว่าให้เราทำในปัจจุบันให้ดีที่สุด บางครั้งคำสอนนี้ก็จะบอกด้วยว่าอย่าไปคิดมากกับเรื่องอนาคต อย่างกับว่าอนาคตอยู่ไกลเกินไป     ......

แต่ถ้ามาหยุดคิดหน่อย จะพบว่าเวลาไม่เคยหยุด เวลามีแต่ผ่านไป ไม่มีแม้กระทั่งชะลอลง ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์อยู่ในโลกที่หมุนไปตามกาลเวลา ทุกวินาทีของการใช้ชีวิตของมนุษย์จึงเป็นการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่อนาคตด้วย เพราะวินาทีหน้าก็จะกลายเป็นปัจจุบันและอีกแป๊ปเดียวก็กลายเป็นอดีตไป นั่นหมายความว่าเราทุกคนกำลังใช้ชีวิตเข้าสู่อนาคตตลอดเวลา หรือจะพูดว่าอนาคตเข้ามาหาเราทุกวินาทีเหมือนกับกาลเวลาที่ไม่หยุดยั้งหรือชะลอลง และไม่ได้อิงกับการตัดสินใจของเราด้วย ชีวิตเราจึงเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงสองกาลเวลาเสมอ คือปัจจุบันและอนาคต กาลเวลาพาเรามาเผชิญกับอนาคตตลอดเวลา


การจะเผชิญกับอนาคตอย่างไรล้วนขึ้นอยู่กับการเลือกของเราที่บ่อยครั้งมักขับเคลื่อนโดยความกลัวหรือไม่ก็ความหวัง ความกลัวเป็นอารมณ์และความคิดจากความเชื่อที่ว่าจะมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในอนาคต ความกลัวกักขังและจำกัดพื้นที่ชีวิตของเราเสมอ เหมือนดังอาดัมมนุษย์คนแรก ความกลัวทำให้เขาแอบจนไม่สามารถออกมาเจอหน้ากับพระเจ้า แม้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ริเริ่มเข้ามาและเรียกหามนุษย์หลังจากที่มนุษย์ล้มลง หรือชาวอิสราเอลยุคแรกที่กลัวชาวคานาอันจนไปจำกัดความสามารถ ความซื่อสัตย์และความรักของพระเจ้า 

แต่... ความหวังเป็นอารมณ์และความคิดจากความเชื่อที่ว่าจะมีสิ่งดีกว่าปัจจุบันมากๆจะเกิดขึ้นในอนาคต ความหวังขยายขอบเขต เปิดโลกกว้างให้กับชีวิตเรา และยังเป็นพลังเปลี่ยนเราจากการเป็นผู้ถูกรุกรานกลายเป็นฝ่ายที่รุกเข้าหาอนาคต เหมือนที่พระเจ้าสัญญากับโยชูวาว่าในอนาคตจะมีสิ่งที่ดีกว่าปัจจุบัน จากโยชูวา 1:3-6 “ทุกแห่งที่พวกเจ้าเหยียบย่างไปเราจะยกที่แห่งนั้นให้พวกเจ้า.... ดินแดนของพวกเจ้าจะมีอาณาเขตตั้งแต่ถิ่นกันดารถึง... ไม่มีใครยืนหยัดเจ้าได้ตลอดชีวิตของเจ้า... เจ้าจะนำประชากรเหล่านี้เข้าไปครอบครองดินแดนซึ่งเราปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา...”  โยชูวาจึงนำอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าสู่แผ่นดินพันธสัญญา หรืออับราฮัมที่ได้รับพระสัญญาเกี่ยวกับอนาคตที่ดีมาก จากโรม4:18  “ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะมีความหวังใดๆ อับราฮัมก็ยังเชื่อ เพราะเขามีความหวัง เขาจึงได้เป็นบิดาของหลายชนชาติ”

ฮีบรู11:1 “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น” และจาก โรม4:18 “...อับราฮัมก็ยังเชื่อ เพราะเขามีความหวัง...” ข้อพระคัมภีร์นี้ได้แสดงถึงว่าความหวังและความเชื่ออยู่คู่กันเสมอ ความหวังสัญญาถึงปลายทางที่ดีกว่าปัจจุบัน ความเชื่อเปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่ถูกจุดขึ้นโดยการได้รับแรงบันดาลใจจากความหวังมาขับเคลื่อนชีวิตเรา ในยามยากลำบากความหวังและความเชื่อจึงเป็นกำลังสำคัญให้เราเดินออกจากปัจจุบันเข้าสู่อนาคต โรม 5:2-4 “โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่นี้ด้วยความเชื่อ และเราจึงชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้มีส่วนในพระเกียรติสิริของพระเจ้า ไม่เพียงเท่านั้นแต่เรายังชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้นก่อให้เกิดความบากบั่น ความบากบั่นทำให้เรามีอุปนิสัยที่พิสูจน์แล้วว่าใช้การได้ และอุปนิสัยเช่นนั้นทำให้มีความหวัง” 

บางเวลาอาจยากมากที่จะเชื่อในความหวัง หรือยากมากที่จะมีความหวัง ในเวลานั้นมีอยู่สิ่งหนึ่งที่สามารถให้กำเนิดความหวัง ในโรม 5:5 ความหวังไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงเทความรักของพระองค์เข้ามาในจิตใจของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่เรา” ความหวังเกิดขึ้นจากการที่เราถูกรัก ความรักคือการให้ คือการที่เราไม่ถูกจดจำความผิดและถูกกล่าวโทษ คือการที่ได้รับโอกาสใหม่เสมอ คือการที่มีคนคำนึงถึงประโยชน์ของเราก่อนตัวเขาเอง คือการที่มีคนให้แต่ความจริง คือได้รับการยอมรับและเห็นถึงความดีในตัวเราเสมอ คือการที่มีคนเชื่อและมีความหวังในตัวเราเสมอ (จาก 1โครินธ์13:4-8) ความรักตามที่กล่าวมานี้เติมคุณค่าให้กับชีวิต การถูกรักช่วยให้รู้สึกถึงความปลอดภัย ความไว้วางใจและการเชื่อมต่อระหว่างทั้งสองคน จากการถูกรักเราก็จะรักกลับด้วยการเห็นชอบกับสิ่งที่คนที่รักเราเชื่อ จึงเป็นธรรมชาติที่เราเริ่มมีความหวังเพราะเขามีความหวังในตัวเรา การถูกรักปลดปล่อยพลังแห่งความหวัง และเป็นพลังที่สามารถพิชิตความกลัว  ดังใน1ยอห์น4:18 “ในความรักไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์ย่อมขจัดความกลัวออกไป เพราะความกลัวเกี่ยวข้องกับการลงโทษ ผู้ที่กลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์”

ในยามหม่นหมองรู้สึกกลัวและไม่มีความหวังที่จะเผชิญกับอนาคตที่มีแต่ถาโถมเข้ามาแบบไม่หยุดยั้งหรือชะลอลง ในเวลาอย่างนี้ให้เรามองหาความรักรอบๆชีวิต โดยเฉพาะความรักของพ่อที่ได้ยืนยันอย่างประจักษ์ได้บนไม้กางเขน 1ยอห์น4:9,10 “นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ท่ามกลางเราทั้งหลาย คือพระองค์ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อเราจะได้มีชีวิตโดยทางพระบุตรนั้น นี่คือความรัก ไม่ใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระเจ้าทรงรักเราและทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเรา” และอุโมงค์ว่างเปล่าก็ได้นำสู่ความรักนิรันดร์ คือพระคริสต์ในเรา (โรม 6:4, โคโลสี 1:27)  ชีวิตของเราจึงมีความรักอยู่รอบล้อมเราเสมอ เป็นความรักที่ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบันและก้าวเข้าสู่อนาคตอย่างมั่นใจ มีชีวิตชีวา 


สุดท้าย ความหวังคือแรงบันดาลใจ ความเชื่อคือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อน แต่ความรักคือแหล่งกำเนิดของทั้งสองสิ่ง  1โครินธ์ 13:13 “ฉะนั้นสามสิ่งนี้ยังคงอยู่คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด



24 ตุลาคม 2559

: คนจีนในพระคัมภีร์ของคริสเตียน

เราคงเคยได้ยินคนบอกว่าเรื่องพระเจ้าเป็นเรื่องของฝรั่ง  แต่จริงๆแล้วรู้ไหมครับว่า พระคัมภีร์ของคริสเตียนมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคนเอเชียอยู่ด้วย  ส่วนตัวผมเองสนใจประเทศจีน ยิ่งค้นคว้ายิ่งค้นพบว่าโลกโบราณของจีนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของพระเจ้าอย่างมาก ก็เลยอยากจะใช้พื้นที่นี้ถ่ายทอดสิ่งที่ได้รู้มา ซึ่งบางอย่างยังเป็นที่ถกเถียงแต่มีมูลที่น่าเชื่ออย่างมาก และเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่จะเล่าออกมาจากใจที่รักพระเจ้าและคนที่รักประเทศจีน


ข้อแรก

ภาษาที่เก่าแก่มากๆของโลกที่ยังมีใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีไม่กี่ภาษาครับ สามภาษาที่รู้จักกันดีคือ ภาษาอินเดีย ภาษาจีน ภาษาฮีบรู สามภาษานี้มีบางอย่างที่คล้ายๆกันคือ เก่าแก่มากๆหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ และตัวอักษรในภาษาเหล่านี้เกิดจากการใช้ชอร์คหรือผู้กันขีด ขีดจำนวนมากมารวมกันเป็นคำ หลายคนเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของภาษาเหล่านี้สามารถสืบย่อนไปถึงยุคของหอบาเบลในพระคัมภีร์เดิม

มีตัวอย่างคำภาษาจีนที่ผมชอบมากๆที่แสดงเรื่องราวในพระคัมภีร์เดิมครับ คือคำว่า ความ "ชอบธรรม/義" คำนี้เกิดจาก คำว่า "แกะ/羊“วางไว้บนคำว่า "ฉัน/我" แกะปกคลุมฉันคือชอบธรรม



อีกคำคือ "เรือใหญ่/船“ เกิดจากคำว่า "เรือเล็ก/舟" และ "แปดคน/八口" เรื่อใหญ่คือเรื่อที่มีครอบครัวที่มีสมาชิกแปดคน ให้ตายเถอะนี่คือเรื่อโนอาร์ครับ รากศัพท์ภาษาจีนมาจากยุคนั้น

คำที่สามคือ "มาร/ปีศาจ/魔" อธิบายตามองค์ประกอบคือ บุคคล (儿) ที่ลี้ลับ(厶) มีชีวิต(丶) อาศัยในสวน(田) รวมเป็นคำแรกว่า"ผี/鬼"และ "ผี/鬼” ที่อยู่ในพี้นที่ปิด (广) ที่เป็นป่า (林) รวมเป็นคำใหม่ว่า "มาร/魔"เห็นได้ชัดครับว่ามีเรื่องราวของมารในสวนเอเดนปะปนอยู่ในอักษรจีนครับ


ข้อสอง
ความเชื่อจีนสมัยโบราณ 3,000 ปี ก่อนที่จะมีตำนานเรื่องเทพหรือเซียน หรือมังกร จีนเคยมีเทพเจ้าที่เก่าแก่มากที่สุดชื่อ 上帝 (ซ่างตี้) แปลตามตัวคือ "จักรพรรดิผู้ครองเบื้องบน" เป็นบิดาหรือต้นกำเหนิดสรรพสิ่งทั้งปวงในจักรวาล ไม่มีภาพ ไม่มีรูปร่างหน้าตา แต่ฮ่องเต้ต้องถวายเครื่อบูชาให้กับซ่างตี้ทุกปี ถ้าจะบอกว่าคนจีนมาจากหอบาเบลก็ยิ่งเข้าเค้า ปัจจุบันคำนี้ให้กับพระเจ้าของคริสเตียน


ข้อสาม
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล อิสยาห์ 49:12 “ดูเถิด พวกเขาจะมาจากแดนไกล บางคนมาจากทางเหนือ บางคนมาจากทางตะวันตก บางคนก็มาจากอัสวาน " เป็นคำแปลที่แปลสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นโดยต้นฉบับที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่ต้นฉบับที่เก่าแก่มากนัก แต่ล่าสุด เมื่อหลายสิบปีก่อนมีคนเลี้ยงแกะไปพบพระคัมภีร์โบราณใช้ภาษาฮีบรูโบราณซุกซ่อนในถ้ำกลายเป็นการค้นพบพระคัมภีร์โบราณฉบับที่ความเก่าแก่นั้นแซงหน้าต้นฉบับทุกต้นฉบับก่อนหน้านี้ทั้งหมด คาดว่าความเก่าแก่เป็นยุคก่อนพระเยซูและเป็นช่วงที่ผู้เชื่อถูกห่มเหงหนีไปหลบซ่อนตัวในถ้ำและนำพระคัมภีร์เหล่านี้ไปซ่อนด้วย สิ่งที่เขาพบกันคือพระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้ใช้คำว่า "อัสวาน/Aswan" เหมือนกับฉบับที่ใช้ต่อๆกันมาหลายๆศตวรรษ แต่กลับใช้คำว่า "สินิม/Sinim" ไม่มีใครอธิบายได้ว่า "อัสวาน" คืออะไร มันไม่ตรงกับชื่ออาณาจักรใดๆในสมัยโบราณเลย มีทฤษฏีต่างๆมั่วไปหมดพยายามสรุปให้ได้ว่ามันคือเปอร์เซียแต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ และไม่มีใครรู้ว่าทำไมต้นฉบับสุดเก่าที่พึ่งพบกลับเขียนว่าเป็น "สินิม/Sinim"

มาดูคำว่า "สินิม/Sinim" กัน ทั้ง "อัสวาน" และ "สินิม" ถูกอธิบายว่าเป็นดินแดนที่อยู่ไกลสุดโต่งทางตะวันออก คนตะวันออกกลางโบราณเรียกดินแดนนี้ว่า "สินิม" หรือบางคนในยุคถัดมาเรียกอานาจักรนี้ว่า "อัสวาน" คำว่าอัสวานไม่มีใครรู้ ผมก็ไม่รู้ แต่ อาณาจักรตะวันออกไกลสุดโต่งในสมัยอิสยาห์ มีแต่"อาณาจักรฉิน" (秦国)ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จินซีฮ่องเต้ครองอำนาจ แต่ถือเป็นรัฐที่มีอิทธิพลมากในโลกโบราณ คำว่า ฉินเป็นต้นกำเหนิดของคำที่เราใช้เรียกประเทศจีนในภาษาต่างๆในโลกปัจจุบัน ฉิน/จีน/Sina/Sino/Chin/China ตามแต่ว่าภาษาต่างๆจะออกเสียงอย่างไร และ "สินิม/Sinim" คือเสียงในภาษาตะวันออกกลางโบราณ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาษาจีนบางเวอร์ชั่นระบุเลยว่าเป็น "อาณาจักรฉิน/秦国” นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างว่าจีนปรากฎในโลกโบราณสมัยพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

ข้อสี่

ตอนที่พระเยซูเกิด มีนักปราชญ์สามคนเดินทางมาจากตะวันออกไกล พวกเขามาถึงตอนที่พระเยซูอายุได้เกือบ 2 ปี และมอบของขวัญเป็น ทองคำ กำยาน และมดยอบ หลายคนพยายามสรุปให้ได้ว่าพวกเขาเป็นชาวตะวันออกกลางชาติไหนแต่สรุปไม่ได้ รู้แต่พวกเขามาจากตะวันออกไกลมากๆ และมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์การดูดาวขั้นเทพขนิดที่รู้ว่ากษัตริย์ลงมาเกิด และเดินทางออกจากบ้านตัวเองมาใช้เวลา 2 ปีค่อยมาถึงโดยการติดตามดาว 

ท่านเหล่านี้ถูกต้อนรับโดยกษัตริย์เฮโรดซึ่งเป็นเจ้าเมืองของอาณาจักรโรมัน และจากการต้อนรับแบบให้เกียรติ์ของเฮโรดอาจจะสรุปได้เลยว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่โรมัน แต่เป็นแขกบ้านแขกเมืองฐานะสูงที่เฮโรดต้องให้เกียรติ เป็นไปได้ว่าเขามาจากอีกอาณาจักรที่โรมไม่ยุ่ง

ท่านเหล่านี้ได้เตรียมของบรรณาการที่มีความหมายถึงกษัตริย์/จักรพรรดิมาด้วย สีเหลืองของทองคำหมายถึงจักรพรรดิ กำยานและมดยอบเป็นสิ่งที่คนจีนใช้ไหว้สิ่งที่มาจากเบื้องบน และในสมัยสองพันปีก่อนอาณาจักรเดียวในโลกที่มีความรู้เรื่อง โหราศาสตร์ดาราศาสตร์คือจีนโบราณ

ข้อห้า

สมัยพระเยซูเกิด ในประเทศจีนโบราณตรงกับสมัยจักรพรรดิ์เจียนผิงแห่งราชวงศ์ฮั่น มีบันทึกว่ามีดาวหางปรากฎนานถึง 70 วัน เป็นนิมิต เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ยุคใหม่ ปีใหม่และสิ่งสำคัญกำลังเกิดขึ้น ที่สำคัญคือมีบันทึกว่านักโหราศาสตร์ระดับหัวหน้าผู้รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ หายตัวไปจากประเทศตัวเองเกือบ 2 ปี เป็นปราชย์ที่มีชือเสียงชื่อว่า หลิวเซี่ยง (刘向 / liú xiàng) หลายคนเชื่อว่าท่านผู้นี้เดินทางจากอาณาจักรฮั่น (จีนในปัจจุบัน) มายังอิสราเอล และการเดินทางมาถึงใช้เวลาสองปี พร้อมกับเพื่อนร่วมเดินทางจนมาพบพระกุมารเยซู

เรื่องที่เล่ามาเป็นการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆและพบว่าผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์คริสเตียนหลายท่านเริ่มยอมรับ หลายท่านสนใจและสนับสนุนมุมมองเหล่านี้ครับ

ตามนั้นครับ จากใจที่รักพระเจ้ารักคนจีน และพระเจ้าก็รักคนจีน จะบอกว่าพระเจ้ารักคนจีนมาตลอด จึงเขียนมาเพื่อให้รู้ว่าพระเจ้าสำหรับทุกชาติจริงๆ

หมื่นลี้



24 กันยายน 2559

: พันธสัญญาใหม่ vs การฟื้นฟู


หลายครั้งที่เราคริสเตียนมีโอกาสไปร่วมงานประชุมพิเศษที่เรียกกันว่า"งานฟื้นฟู"โดยหวังว่าจะเป็นเวลาที่จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าหรืออาจเป็นเวลาที่จะเรียนรู้บางอย่างใหม่ๆเกี่ยวกับพระเจ้า สุดท้ายแล้วเพื่อให้กายใจและวิญญาณของเราได้"ฟื้นขึ้น" หรือเรียกว่ามีชีวิตชีวาขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายคือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระเยซูมากขึ้น แต่แล้วหลายครั้งหลังงานอาจแค่ไม่กี่ชั่วโมงความรู้สึกฟื้นขึ้นก็หายไป ทำให้บางทีก็พูดเล่นกันว่าพอฟูแล้วก็แฟบ บางครั้งก็เรียกว่ารั่ว หลายคนเลยเข้าใจว่าเขาต้องไปงานพิเศษอีกเพื่อจะให้ฟื้นขึ้นหลังจากแฟบลง ชีวิตคริสเตียนก็กลายเป็นอยู่ในวงจรฟูแฟบฟูแฟบ จากประสบการณ์เหล่านี้ก็เริ่มมีคำสอนว่าเราควรทำอย่างไรเพื่อที่ประสบการณ์ "ฟื้นฟู" นี้จะอยู่กับเราได้ยาวนานขึ้น ส่วนตัวเรียกคำสอนแบบนี้ว่า"วิธีที่เราจะต้อนรับและคงการทรงสถิต" ผู้เชื่อที่อยู่ในวงจรนี้ต่างมองหาทางที่จะพบพระเจ้ามากขึ้นเพื่อให้ชีวิตได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระเยซู 

คำถามคือการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้เหมือนผู้สร้างเรานั้น เราซึ่งเป็นผู้ถูกสร้างควรมีส่วนแค่ไหนในกระบวนการนี้ และมีวิธีอื่นอีกไหมที่เราจะสามารถออกจากวงจรนี้ได้โดยที่ยังมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเหมือนพระเยซูด้วย

ในยุคแห่งพันธสัญญาใหม่ที่เราอยู่ขณะนี้ เป็นยุคที่มีพระสัญญาแตกต่างจากพันธสัญญาเดิม ในเยเรมีย์ 31 ได้เปรียบเทียบสองพันธสัญญาไว้และได้ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญที่แตกต่างกันมากที่สุด 2 ประการ
ประการแรก ในพันธสัญญาเดิมนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ แต่พันธสัญญาใหม่ล้วนเป็นพระเจ้าที่กระทำในเราและเปลี่ยนชีวิตของเราจากภายในออกมา "...เราจะทำพันธสัญญาใหม่..." (31) "...เราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของพวกเขา...เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา..." (33) "...เราจะอภัยความชั่วร้ายของเขา และจะไม่จดจำบาปทั้งหลายของเขาอีกต่อไป..." (34) และจาก เอเสเคียล 36:26,27 "...เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้าและใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า เราจะขจัดใจหินออกจากเจ้าและให้เจ้ามีใจเนื้อ เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า โน้มนำเจ้าให้ปฏิบัติตาม..." ผู้ใดที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ก็มีแต่เชื่อยอมรับและไว้วางใจในพระเจ้าที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถยิ่งใหญ่ที่จะทำให้พันธสัญญาใหม่เป็นจริงในเรา อย่างที่ใน กาลาเทีย 3 บอกไว้ว่าเราเริ่มด้วยความเชื่อ ก็ต่อด้วยความเชื่อ และจบด้วยความเชื่อ หรือใน เอเฟซัส 2:8,9 "...ได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ...ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ..."

ประการที่สอง จาก 2 โครินธ์ 3 เน้นถึงพันธสัญญาใหม่ที่มีความยิ่งใหญ่กว่าพันธสัญญาเดิม โดยที่พันธสัญญาใหม่หรือ"พันธสัญญาแห่งพระวิญญาณ" ให้ชีวิตและเสรีภาพ ในขณะที่พันธสัญญาเดิมหรือ "พันธสัญญาแห่งบทบัญญัติ..” ประหารชีวิต (2 โครินธ์ 3:6) แม้ว่าพันธสัญญาแห่งบทบัญญัติจะมีรัศมีอย่างช่วงที่โมเสสลงมาจากเขาพร้อมด้วยใบหน้าเปล่งรัศมี แต่แล้วโมเสสก็ต้อง "...เอาผ้าคลุมหน้าเพื่อไม่ให้ชนอิสราเอลมองเห็นรัศมีที่กำลังจางหายไป" พันธสัญญาแห่งพระวิญญาณจึงยิ่งใหญ่กว่าเพราะนอกจากจะให้ชีวิตและเสรีภาพแล้ว พันธสัญญาแห่งพระวิญญาณยังมีรัศมีที่ไม่จางหายไปแต่"เพิ่มพูนขึ้น" (2 โครินธ์ 3:18) สิ่งที่เป็นข่าวดีคือด้วยรัศมีนี้ "เราทั้งหลายผู้ไม่มีผ้าคลุมหน้าล้วนใคร่ครวญพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า เรากำลังรับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระองค์ด้วยรัศมีที่เพิ่มพูนขึ้นทุกที อันเป็นรัศมีซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นพระวิญญาณ" 

ดังนั้นเราจึงไม่ต้องมองหาพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือรัศมีจากภายนอกของเรา ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเพื่อให้การ "ฟื้นฟู"คงอยู่ในเรา แต่เรากลับมีรัศมีนี้อยู่ในเราที่ไม่จางหาย มีแต่เพิ่มพูนขึ้น และเปลี่ยนแปลงเราผู้เชื่อให้เหมือนพระเยซู ผู้เชื่อทุกคนจึงไม่ต้องอยู่ในวงจรฟูแฟบ ทั้งหมดนี้เป็นจริง ก็เพราะการตายและการเป็นขึ้นของพระเยซูได้เริ่มยุคของพันธสัญญาใหม่ นี่คือข่าวดี!!!













14 กันยายน 2559

: ชีวิตที่เหนือธรรมชาติ


ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเริ่มประกาศ "จงกลับใจใหม่เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว" เพื่อ "เตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำทางสำหรับพระองค์ให้ตรงไป" (มัทธิว 3:1-3) ยอห์นรู้ดีอย่างมากถึงบทบาทของตัวเอง แม้ยอห์นได้ทำผลงานอย่างดีเยี่ยมในการประกาศ แต่เขาก็ชัดเจนเสมอว่าเขามาเพื่อเตรียมทางให้กับผู้ที่สำคัญกว่าเขา และประกาศว่า"ภายหลังเราจะมีผู้หนึ่งทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งกว่าเราเสด็จมา เราไม่คู่ควรแม้แต่จะถือฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์จะทรงให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ" (มัทธิว 3:11) ยอห์นยอมรับว่าเวลาของเขาแค่ชั่วคราว และพร้อมที่จะลดบทบาทลงเมื่อผู้ทรงฤทธิ์มาถึง 



ในขณะที่ยอห์นกำลังเตรียมทางและรอการมาของผู้ทรงฤทธิ์นั้น ภารกิจของพระเยซูก็เริ่มถูกกล่าวถึงกันมากขึ้น "กิตติศัพท์เรื่องนี้ของพระเยซูก็เลื่องลือไปทั่วแคว้นยูเดียและดินแดนโดยรอบ พวกสาวกของยอห์นมาเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านั้น" (ลูกา 7:17-18) รายงานของสาวกทำให้ยอห์นสนใจขึ้นมาว่าผู้นี้ใช่เป็นผู้ที่เขารอคอยหรือเปล่า จึง "ส่งเขาไปทูลถามองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ท่านคือผู้ที่จะมานั้นหรือเราจะต้องคอยผู้อื่น?” (ลูกา 7:19) สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากคืออะไรเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าพระเยซูคือผู้นั้น พระเยซูรู้ว่าตัวเองคือใครและพร้อมที่จะแสดงตัวให้ยอห์นรับรู้ สิ่งที่พระเยซูใช้พิสูจน์ว่าตัวเองคือผู้ทรงฤทธิ์ก็คือการประกาศ(ใช้ถ้อยคำ)เรื่องข่าวประเสริฐ และสิ่งอัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่พระเยซูทำ(ใช้การงาน) "จงกลับไปรายงานสิ่งที่ท่านได้เห็นได้ยิน...คือคนตาบอดมองเห็นได้ คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายจากโรค คนหูหนวกกลับได้ยิน คนตายแล้วเป็นขึ้นมา และข่าวประเสริฐได้ประกาศแก่คนยากไร้ " (ลูกา 7:22) การอัศจรรย์ที่พระเยซูทำเป็นการสาธิตถึงข่าวประเสริฐที่ได้ประกาศออกไป ข่าวประเสริฐจึงไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียวแต่มีการงานหรือการกระทำที่แสดงออกมาตามคำพูดด้วย "เพราะข่าวประเสริฐของเรามาถึงท่านไม่ใช่เพียงด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ด้วยฤทธิ์อำนาจ..." (1 เธสะโลนิกา 1:5) "...ข่าวประเสริฐคือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า..." (โรม 1:6)

แม้พระเยซูในเวลานั้นเป็นตัวเป็นตนที่จับต้องได้มองเห็นได้  การพิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นใครยังคือการประกาศข่าวประเสริฐที่มีการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติมาสนับสนุน ไม่ใช่สิ่งอื่นหรือวิธืใดเลย ไม่ใช่ด้วยเรื่องตระกูล ไม่ใช่ว่ามาจากธรรมศาลาไหน ไม่ใช่ด้วยการศึกษา ไม่ใช่ด้วยจำนวนคนติดตาม ไม่ใช่ด้วยวาจา ไม่ใช่ด้วยเงินทอง แต่ด้วยการทำการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่มาพร้อมกับการประกาศข่าวประเสริฐ ในยุคนี้เพราะเราเป็นพระกาย เพราะเราต่างมีพระคริสต์ในเรา ก็ยิ่งควรทำการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติมากขึ้นอย่างที่พระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่าเราจะทำ "เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า ผู้ที่เชื่อในเราจะทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เขาจะทำแม้กระทั่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก" (ยอห์น 14:12) เพื่อมาแสดงถึงว่าพระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอด คือผู้ทรงฤทธิ์ และคือองค์พระผู้เป็นเจ้า 

ในหนังสือกิจการบันทึกการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำผ่านชีวิตของอัครฑูตและสาวกโดยที่ไม่มีพระเยซูอยู่กับเขาเป็นตัวเป็นตน พวกเขาประกาศข่าวประเสริฐและทำการอัศจรรย์อย่างที่พระเยซูทำ สิ่งที่น่าทึ่งอย่างมากคือไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ แต่กลายเป็นทั้งอัครฑูตและสาวกทุกคนทำได้หมด “ผู้ที่เชื่อจะมีหมายสำคัญดังนี้คือ เขาทั้งหลายจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาใหม่ๆ เขาจะจับงูด้วยมือเปล่า และเมื่อดื่มพิษร้ายเขาจะไม่เป็นอันตรายเลย เขาจะวางมือให้คนเจ็บคนป่วยและคนเหล่านั้นจะหายโรค” (มก 16:17,18) แม้คริสตจักรถูกข่มเหงและกระจัดกระจายไป สาวกทั้งหลายก็ยังประกาศข่าวประเสริฐในทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาไปแม้อัครฑูตไม่ได้อยู่ด้วย การประกาศจึงเป็นวิถีชีวิตของพวกสาวกอย่างมาก “บรรดาผู้กระจัดกระจายไปนั้นก็เที่ยวประกาศพระวจนะในทุกแห่งหนที่พวกเขาไป” (กจ 8:4)


การทำการอัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่มาพร้อมกับการประกาศข่าวประเสริฐจึงควรเป็นวิถีชีวิตของผู้เชื่อทุกคน เป็นสิทธิพิเศษที่พระเจ้าให้เราที่เป็นลูกได้ทำร่วมกับคุณพ่อในการให้ความรักของคุณพ่อออกไปเพื่อคนทั้งหลายจะได้รับชีวิตใหม่ ให้เราเชื่อและต้อนรับชีวิตใหม่นี้ แล้วใช้ชีวิตให้คนทั้งหลายได้ยินและมีประสบการณ์กับข่าวที่ประเสริฐจริงๆ ...


26 สิงหาคม 2559

: เลิกกลัวว่า ..พระเจ้าไม่รักได้แล้ว


ปฐมกาล 3:10 'เขาทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ยินเสียงของพระองค์อยู่ในสวนก็กลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงหลบซ่อนตัวเสีย”' นี่คือเสียงขานรับของอาดัมต่อการเรียกหาของพระเจ้า หลังการล้มลงของมนุษย์ ความกลัวก็เริ่มเกิดขึ้น จากเหตุผลของอาดัม เราเข้าใจได้ว่าเขากลัวเพราะเขามองตัวเองเปลี่ยนไป มนุษย์เชื่อว่าตัวเองไม่ดีพอที่พระเจ้าจะมายอมรับเขา มนุษย์จึงกลัวพระเจ้าจะปฏิเสธและลงโทษพวกเขาถึงขนาดไม่กล้าเข้าหาพระเจ้า

ความกลัวเป็นอารมณ์ที่มีคำโกหกว่าในอนาคตจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น คนที่ตกอยู่ในความกลัวจะเชื่อคำโกหกว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดนั้นเป็นจริง เหตุฉะนั้นจึงพยายามใช้ชีวิตปัจจุบันในทางที่คิดว่าจะไม่ให้สิ่งที่กลัวนั้นบังเกิดขึ้น บางครั้งก็ใช้เวลาและกำลังเยอะมากที่พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ยังหรืออาจไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เรากลัวกลายเป็นตัวกำหนดชีวิตปัจจุบันของเรา จากเหตุการณ์ที่มนุษย์ล้มลง คือการที่มนุษย์เชื่อมารผ่านการเลือกที่จะให้คุณค่าตัวเองด้วยการกระทำของตัวเอง มนุษย์เริ่มเชื่อว่าตัวตนแท้ที่พระเจ้าสร้างมานั้นไม่ดีพอและอายต่อตัวเอง ถึงขั้นที่เชื่อว่าพระเจ้าก็ไม่สามารถยอมรับได้ และยิ่งกว่านั้นมนุษย์เชื่อว่าพระเจ้าจะลงโทษพวกเขา โดยลืมไปว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่ "องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความเอ็นดูสงสาร ทรงกริ้วช้า และเปี่ยมด้วยความรักมั่นคง" (สดุดี 145:8) ความกลัวของอาดัมทำให้เขาหลบซ่อนตัวจากพระเจ้าแม้พระเจ้ากำลังเรียกหา เขากลัวว่าพระเจ้าจะปฏิเสธเพราะเขาไม่ดีพอ ถ้าเราสังเกตุเหตุผลที่หลบ อาดัมอ้างว่าเป็นเพราะเขามองตัวเอง"เปลือยกายอยู่" เขาไม่เข้าใจเลยว่าเขาได้ทำผิด ตั้งแต่นั้นมนุษย์ก็จมอยู่กับความอายต่อตัวเอง และจมอยู่ในความกลัว เชื่อว่าตัวเองไร้ค่าบวกกับความกลัวว่าผู้อื่นจะไม่ยอมรับ จากปฐมกาลเราเห็นได้ว่าสองสิ่งนี้เป็นตัวทำร้ายความสัมพันธ์โดยทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่กล้าเข้าใกล้อีกฝ่ายหนึ่งหรือเข้าลึกในความสัมพันธ์เพราะกลัวอีกฝ่ายเจอตัวตนแล้วจะปฏิเสธ เพราะความกลัวนี้เราไม่สามารถเป็นตัวจริงได้ บางคนถึงขั้นต้องสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เห็นและจับต้องได้ มาปกปิดหรือสร้างตัวตนปลอมที่ตัวเองคิดว่าทำให้ตัวเองมีค่าขึ้นมา แต่สิ่งเหล่านั้นก็ช่างเป็นสิ่งชั่วคราวที่ต้องหามาอยู่เรื่อยๆ เหมือนในปฐมกาลที่มนุษย์ต้องเอาใบไม้มาปกปิดหรือสร้างภาพให้ตัวเองดูดี ซึ่งใบไม้นั้นช่างเป็นอะไรที่ชั่วคราวจริงๆ


จากผลของอาดัมคนแรก มนุษย์ก็ตกอยู่ในความกลัวมาตลอด โดยเฉพาะกลัวพระเจ้าและอยู่ในวังวนแห่งการสร้างคุณค่าให้ตัวเองเพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะดีพอที่พระเจ้าจะยอมรับได้ ความกลัวนี้ทำให้มนุษย์มองพระเจ้าเป็นศัตรูไม่ใช่เป็นคุณพ่ออีกต่อไป "ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยแยกขาดจากพระเจ้าและเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในใจเพราะพฤติการณ์ชั่วของท่าน" โคโลสี 1:21 ซึ่งมนุษย์เองก็ไม่สามารถพาตัวเองหลุดจากวังวนนี้แม้การทำตามบัญญัติก็ไม่สามารถไปถึงความชอบธรรมหรือดีพอได้ แต่ก็ด้วยบัญญัติที่พระเจ้าให้มา มนุษย์ได้เห็นถึงความบาปในตัวเองและยอมรับว่าไม่สามารถถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยการกระทำได้ บัญญัติจึงเป็นตัวช่วยที่จะนำพามนุษย์มาถึงความชอบธรรมโดยความเชื่อผ่านพระเยซูผู้เป็นอาดัมที่สอง "ดังนั้นบทบัญญัติได้รับมอบหมายหน้าที่ให้นำเรามาถึงพระคริสต์ เพื่อเราจะได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ" กาลาเทีย 3:24 เพราะมนุษย์ได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรม พระเจ้าได้ให้มนุษย์คืนดีกับพระเจ้าได้ "แต่บัดนี้ทรงให้ท่านคืนดีกับพระองค์โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เพื่อถวายท่านให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาต่อหน้าพระองค์" 

โคโลสี 1:22 ผลแห่งการคืนดีนั้น มนุษย์ได้กลับไปสู่ความสัมพันธ์ดั้งเดิมกับพระเจ้าก่อนล้มลง มนุษย์จึงไม่ต้องกลัวพระเจ้าอีกต่อไป เพราะพระเยซูทำให้เรากลายเป็นลูกสุดที่รักของพระบิดา พระบิดามีแต่ยอมรับเรา รักเรา อยู่ข้างเราเสมอ "ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า และโดยพระองค์ เราร้องว่า “อับบา พ่อ” " โรม 8:15 


นี่คือข่าวดี คือเราสามารถหยุดวังวนที่จะเป็นคนที่ดีพอสำหรับพระเจ้าโดยตัวเราเองได้ แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนสามารถใช้ชีวิตที่เป็นคนที่ดีพอเสมอสำหรับพระเจ้าเพราะพระเยซู ไม่ต้องกลัวพระเจ้าอีกต่อไป




26 กรกฎาคม 2559

: ชีวิตในการพักผ่อน


หลังจากการสร้างโลก "พระเจ้าทอดพระเนตรทุกสิ่งที่ทรงสร้างขึ้น ทรงเห็นว่าดียิ่งนัก" (ปฐมกาล 1:31) พระเจ้าได้ใช้เวลามาชื่นชมทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา และพร้อมกับการชื่นชมพระเจ้าก็ใช้วันต่อมาทั้งวันมา "หยุดพักจากพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์" (ปฐมกาล 2:2) การหยุดพักนี้ไม่ใช่หยุดเพราะเหนื่อย แต่เป็นการหยุดจากการงานสร้าง เพราะทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้านั้น"ดียิ่งนัก" หรือ สมบูรณ์ไม่มีที่ติ ไม่ต้องมีการเพิ่มเติมหรือแก้ไข และในวันที่เจ็ดพระเจ้าได้ "...ทรงอวยพรวันที่เจ็ดและทรงตั้งขึ้นเป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์..." (ปฐมกาล 2:3) ความบริสุทธิ์คือการถูกแยกออกมาให้พระเจ้า วันที่มายอมรับกันว่าทุกสิ่งรวมถึงชีวิตเราล้วนมาจากพระเจ้าซื่งเป็นทั้งผู้จัดเตรียมและจัดสรร เป็นวันเวลาที่เราต่างมาชื่นชมกับการงานของพระเจ้าว่าเป็นการงานที่สมบูรณ์และเพียงพอ เป็นวันที่เราสามารถพักผ่อนหรือใชัชีวิตอยู่บนผลของการงานของพระเจ้าที่ทำสำเร็จแล้ว นี่คือวันสะบาโตแรกที่พระเจ้าได้มอบให้กับมนุษย์ “วันสะบาโตมีขึ้นเพื่อมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์มีขึ้นเพื่อวันสะบาโต" (มาระโก 2:27)

หนังสืออพยพได้บันทึกว่าอิสราเอลได้ถือรักษาวันสะบาโตมาตลอด เช่นในเวลาที่พระเจ้าส่งมานาลงมาให้อิสราเอล โมเสสบอกกับพวกอิสราเอลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า ‘ให้พรุ่งนี้เป็นวันแห่งการหยุดพักคือวันสะบาโตอันบริสุทธิ์แด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นวันนี้จงปิ้งหรือต้มอาหารไว้ตามความต้องการ แล้วเก็บส่วนที่เหลือไว้จนรุ่งเช้า’ดังนั้นพวกเขาจึงเก็บอาหารไว้จนรุ่งเช้าตามที่โมเสสสั่งไว้ และอาหารนั้นก็ไม่เน่าเหม็นและไม่มีหนอน โมเสสกล่าวว่า “นี่เป็นอาหารของท่านสำหรับวันนี้ เพราะวันนี้เป็นวันสะบาโตแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านจะไม่พบอาหารตามพื้นดินในวันนี้ ตลอดหกวันท่านจงเก็บอาหาร แต่วันที่เจ็ดเป็นวันสะบาโต จะไม่มีอาหารให้เก็บ”(อพยพ 16:23-26) วันสะบาโตถูกย้ำถึงการจัดเตรียมและการงานของพระเจ้าที่สมบูรณ์เพื่อให้เรามาชื่นชมโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมาเพิ่มเติม ยิ่งไปกว่านั้น ใน ฉธบ.5:12-14   "จงรักษาวันสะบาโต....จะได้พัก" วันสะบาโตเป็นหนึ่งในบัญญัติที่พระเจ้าสั่งไว้ให้รักษา พระเจ้าได้อธิบายต่อว่าทำไมอิสราเอลควรรักษาวันสะบาโต "จงระลึกว่าพวกเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ และพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้านำเจ้าออกมาโดยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และพระกรที่เหยียดออก ฉะนั้นพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าจึงทรงบัญชาให้เจ้ารักษาวันสะบาโต" (ฉธบ. 5:15) วันสะบาโตจึงเป็นวันที่ให้มายอมรับถึงการงานที่พระเจ้าได้ทำสำเร็จแล้วเพื่ออิสราเอลจะได้พัก และไม่ต้องอยู่แบบทาสอีกต่อไปที่ต้องพึ่งการงานของตัวเองเพื่อให้อยู่รอด สุดท้ายในยุคพระคัมภีร์เดิม วันสะบาโต "...เป็นพันธสัญญานิรันดร์..." (อพย.31:16) เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าวันสะบาโตเป็น "...หมายสำคัญระหว่างเรากับเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ เพื่อเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระยาห์เวห์ผู้ทำให้เจ้าบริสุทธิ์" (อพย. 31:13)

ฮีบรู 10:1 "บทบัญญัติเป็นแต่เพียงเงาของสิ่งประเสริฐซึ่งจะมาถึง ไม่ใช่ของจริง เพราะเหตุนี้จึงไม่สามารถทำให้ผู้เข้าเฝ้านมัสการสมบูรณ์..." โคโลสี 2:16-17 "เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาตัดสินท่านจากสิ่งที่ท่านกินหรือดื่มหรือเกี่ยวกับเทศกาลทางศาสนา ไม่ว่าวันฉลองขึ้นหนึ่งค่ำหรือวันสะบาโต สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของสิ่งที่จะมาภายหลัง ส่วนความจริงแท้พบอยู่ในพระคริสต์" บัญญัติในยุคพระคัมภีร์เดิมรวมถึงวันสะบาโตล้วนเป็น"เงาของสิ่งที่จะมาภายหลัง ส่วนความจริงแท้พบอยู่ในพระคริสต์" ทุกบัญญัติชี้ไปถึงพระเยซู ชี้ถึงพระเยซูว่าเป็นใคร ชึ้ถึงการงานของพระเซู ชี้ถึงผลของการงานของพระเยซูที่มีต่อทุกสรรพสิ่ง บัญญัติทั้งหลายที่ทำในกายภาพก็สำเร็จเป็นนิรันดร์ในพระเยซู เช่นการถวายเครื่องบูชาในพันธสัญญาเดิมที่ต้องถวายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆ ปีไม่มีสิ้นสุด การถวายนี้สุดท้ายก็ชี้ถึงว่าพระเยซูเป็นเครื่องบูชาที่สมบูรณ์และเป็นจริง พระเยซูจึง"...ถวายพระกายของพระเยซูคริสต์เป็นเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเป็นพอ" (ฮีบรู 10:10) "เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย ในเมื่อเรามั่นใจที่จะเข้าสู่อภิสุทธิสถานโดยพระโลหิตของพระเยซู โดยหนทางใหม่อันมีชีวิตซึ่งเปิดให้เราผ่านม่านคือพระกายของพระองค์" (ฮีบรู 10:19-20) เราจึงหยุดถวายเพราะพระเยซู และทุกคนที่เชื่อก็ถูกอภัยบาปทั้งสิ้น "...เมื่อทรงอภัยบาปให้แล้วก็ไม่ต้องมีการถวายเครื่องบูชาสำหรับไถ่บาปอีกเลย" บัญญัติทั้งหลายจึงสำเร็จในพระเยซู


วันสะบาโตก็เป็นเงาที่ช่วยชี้ไปถึงความจริงในพระเยซูเช่นกัน วันสะบาโตจึงเปลี่ยนจากกายภาพเป็นนิรันดร์ วันสะบาโตจึงไม่ใช่เป็นวันใดวันหนึ่งในสัปดาห์อีกต่อไปแต่เป็นสถานภาพที่ผู้เชื่อมีชีวิตที่พักผ่อนเพราะพระเยซูได้ทำทุกอย่างเพื่อเราแล้ว ได้ทำทุกอย่างเพื่อเราทั้งหลายสามารถกลับมาอยู่กับพ่อ การใช้ชีวิตในสะบาโตแห่งการพักสงบก็เหมือนกับสะบาโตแรก คือมาชื่นชมในการงานของพระเจ้า โดยเฉพาะที่พระเยซูได้ทำไว้บนกางเขนและการเป็นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นการงานที่สมบูรณ์ไม่มีที่ติ ที่มนุษย์เราไม่สามารถเพิ่มเติมอะไรได้ เราจึงหยุดจากการกระทำที่คิดว่าจะช่วยให้เราดีพอต่อพระเจ้า ให้เราเชื่อว่าการตายบนไม้กางเขนและการเป็นขึ้นเพียงพอแล้วสำหรับให้เราทุกคนที่เป็นผู้เชื่อได้เป็นผู้ชอบธรรมและบริสุทธิ์ หรือดีพอเสมอสำหรับพระเจ้า ทั้งหมดเป็นเพราะพระเยซู เราแค่เชื่อวางใจและใช้ชีวิตตามผลของการงานของพระเจ้า ดังนั้น บนกางเขนพระเยซูจึงพูดออกมาว่า “สำเร็จแล้ว” .....








23 กรกฎาคม 2559

: จุดหมายที่พระเจ้าให้มีธรรมบัญญัติ ความหมายของบาป และข่าวดีของพระเยซู

อ้างอิงบทความที่แล้วนะครับที่ผมเขียนเรื่องความหมายของ "บาป" วันนี้จะมาเจาะจงเรื่องธรรมบัญญัติอย่างเดียวเลยนะครับว่า มันคืออะไร .. เพื่ออะไร...

เกริ่นง่ายๆว่าหลังจากอาดัมและเอวาพลาดในการไม่เชื่อฟังพระเจ้าในสวนเอเดน ซึ่งเป็นที่แรกที่ "บาป" เริ่มถูกระบุตัวตนใน ปฐมกาล 4:7 ว่าหากคาอินทำไม่ดี "บาป" ก็รอเล่นงานอยู่ และเป็นจุดเริ่มต้นที่พระคัมภีร์บอกว่าเราในรุ่นต่อๆมาตกอยู่ภายใต้อานุภาพของมาร 1 ยอห์น 5:19 "เรารู้ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าและทั่วทั้งโลกอยู่ใต้การควบคุมของมารร้าย"  ไอ้คำว่า "การควบคุมของมารร้าย" นี่แหละครับที่ผมบอกว่ามันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า"บาป"


มนุษย์ไม่ตระหนักว่าฤทธิ์อำนาจการควบคุมของมารที่เรียกว่า "บาป" มีอยู่จริง มนุษย์รุ่นต่อๆมาก็ได้สร้างศาสนาและให้มีศีลต่างๆเพื่อตัวเองจะได้ทำตามและให้การกระทำนั้นยกระดับตัวเองให้ใกล้พระเจ้ามากขึ้น ส่วนคนยิวที่เชื่อว่าตัวเองนั้นเป็นชนชาติพิเศษอยู่แล้วนั้น พระเจ้าฉลาดมากครับวางแผนแยบยลจะช่วยคนยิวโดยการให้มีบัญญัติ. และเป็นบัญญัติที่เยอะด้วยจำนวนและความยาก คนยิวก็เชื่อแบบหัวปักหัวปำว่าตัวเองต้องทำได้  ปรากฎว่าจริงๆแล้วแม้แต่คนยิวก็ทำตามบัญญัติไม่ได้และล้มเหลวในการติดตามพระเจ้าและหันไปทำบาปนับครั้งไม่ถ้วน ข้อที่ง่ายที่สุดว่าอย่าหันไปไหว้พระอื่น ก็ยังทำไม่ได้  แต่เขาก็ยังพยายามทำต่อกันมาเรื่อยๆครับ และหวังว่าจะทำได้

โรม 3:20 "ฉะนั้นไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าโดยการรักษาบทบัญญัติ บทบัญญัติเพียงแต่ทำให้เรารู้ตัวว่ามีบาป"
โรม 7:13 "ก็แล้วสิ่งที่ดีงามกลับเป็นความตายสำหรับข้าพเจ้าหรือ เปล่าเลย! แต่เพื่อให้รู้จักว่าบาปคือบาป บาปจึงก่อความตายขึ้นในข้าพเจ้าผ่านทางสิ่งที่ดี เพื่อว่าโดยทางพระบัญญัติจะได้เห็นว่าบาปนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง"

เปาโลบอกในหนังสือโรมชัดเจนครับว่าบัญญัติมีไว้เพื่อเปิดโปงงานของมารที่เรียกว่า "บาป" ว่ามีอยู่จริง วิธีที่พระเจ้าใช้คือให้มีบัญญัติที่เรียกว่ากฎที่ให้ชีวิต แต่มนุษย์จะพยายามอย่างไรก็ทำตามไม่ได้ แล้วเขาจะมาถึงจุดที่ค้นพบว่าฤทธิ์อำนาจของมารที่เรียกว่า "บาป" มีอยู่จริง และจะมาถึงจุดที่ต้องการให้พระเยซูเข้ามาช่วยปลดปล่อยจากงานของมารและเป็นอิสระจาก "บาป"


สรุป 1 ครับ บัญญัติของยิวหรืออาจบอกได้ว่าศีลต่างๆที่พระเจ้าให้มีขึ้นนั้นจุดหมายมิใช่เพื่อให้เราทำให้ได้ จุดหมายจริงๆเพื่อเปิดโปงงานของมารที่เรียกว่า"บาป"

สรุป 2 ความหมายของคำว่าบาปที่เปาโลกล่าวถึงไม่ได้หมายถึงการละเมิด แต่หมายถึงมารและการงานของมารโดยตรงครับ

สรุป 3 พระเยซูเข้ามาอยู่ในเราที่เชื่อ บัญญัติได้ถูกจารึกในเรา เรามี พระเยซูอยู่ข้างใน และเป็นอิสระจาก"บาป"และมารแล้ว นี่คือข่าวดี

ขอพระเจ้าอวยพร สวัสดี
หมื่นลี้