21 กรกฎาคม 2559

: อะไรช่วยให้คริสตจักรเติบโต


จากเอเฟซัส 4:11,12 "พระองค์เองทรงให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้ เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น"

นี่เป็นพระคัมภีร์ที่คนทั่วไปเข้าใจกันว่าพระเจ้าได้ให้ 5 "ตำแหน่ง" สำคัญในโบสถ์เพื่อช่วยให้คริสตจักรเติบโตขึ้น แต่นอกเหนือกจาก 5 ตำแหน่ง หรือ ขอใช้คำว่า”หน้าที่”นี้แล้ว จากพระคัมภีร์ โรม 12:4-8 ที่เกี่ยวกับของประทานก็ได้พูดถึงหน้าที่หรือตำแหน่งอื่นๆด้วย เช่น การเผยพระวจนะ การสั่งสอน การปรนนิบัติรับใช้ การให้กำลังใจ การช่วยเหลือในสิ่งที่ผู้อื่นขัดสน ฯลฯ ซึ่งทุกหน้าที่บทบาทล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ "เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้ เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น" 
การมีตำแหน่งก็มีข้อดีในเวลาที่เหมาะสม เช่น ในคริสตจักรบางทีก็พูดถึงตำแหน่ง เช่น "ผู้นำนมัสการ" หรือ "ผู้นำประชุม" หรือ “ผู้เทศนาแบ่งปัน" เพื่อการชัดเจนในการรับผิดชอบ ซึ่งผู้ที่อยู่ในแต่ละตำแหน่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทและเวลา บางคนอาจอยู่ในตำแหน่งนานโดยไม่มีการผลัดเปลี่ยน 

คำถามสำคัญคือ อะไรเป็นตัวตัดสินใจว่าเราควรให้ตำแหน่งกับใครในเวลาไหน ในโรม 12:4-8 จะพูดเสมอว่า "...ถ้าผู้ใดมีของประทานด้าน..." นั่นชี้ถึงว่าคนที่มีของประทานน่าจะมีวิถีชีวิตที่แสดงบทบาทหรือหน้าที่ของของประทานนั้นออกมาจนคนอื่นๆเห็นได้ จากนั้นพระคัมภีร์ได้พูดต่อว่า "...ก็ให้ผู้นั้นใช้ของประทานนี้..." คำว่า "ก็ให้" หมายถึงหลังจากรู้ว่าใครมีของประทานแล้ว ก็ให้คริสตจักรยอมรับคนนั้น(อาจด้วยตำแหน่ง)และสนับสนุนให้ทำหน้าที่หรือบทบาทให้เต็มที่ นอกจากความสามารถแล้ว 

อีกสิ่งหนึ่งที่คริสตจักรต้องคำนึงก่อนให้การยอมรับหน้าที่เขา คือสภาพหัวใจของเขาที่พระคัมภีร์ได้พูดไว้ใน โรม 12:9-10 คือมีหัวใจที่รักพี่น้องด้วยใจจริง หรือแบบง่ายๆคือใส่ใจพี่น้อง ฉะนั้นในทางตรงข้ามถ้าเขาไม่ได้แสดงหรือใช้ของประทานเป็นวิถีชีวิต และหรือ สภาพหัวใจมีปัญหาที่จะรักพี่น้อง คงต้องมาช่วยคนๆนั้นและหวังว่าคนนั้นจะยอมรับและขอความช่วยเหลือให้หลุดจากสภาพเพื่อเขาจะสามารถทำหน้าที่ได้ดีอีกครั้งหนึ่ง แต่บางครั้งหากจำเป็นก็อาจจะต้องให้เขาหยุดบทบาทของเขาเพื่อเหตุผลต่างๆ เช่น เพื่อการรักษาเยียวยา เพื่อมีเวลาพักผ่อน ฯลฯ


ของประทานฯทั้งหมดเห็นได้ว่าเป็นของประทานที่ทั้งช่วยให้คริสตจักรดูแลสร้างสาวกผู้เชื่อ และนำข่าวดีออกไป ตามมัทธิว 28:19-20 "ดังนั้นจงไปสร้างสาวกจากมวลประชาชาติ ให้เขารับบัพติศมาใน พระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราสั่งพวกท่านไว้ และแน่นอน เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปตราบจนสิ้นยุค" คริสตจักรเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนโลก ชีวิตที่เรามีพระคริสต์อยู่ในเราควรเป็นชีวิตที่นำข่าวดีหรือการครอบครองของพระเจ้าไปสู่คนทั้งหลาย หน้าที่การ"เผยแพร่ข่าวประเสริฐ" และ การ"เป็นอัครทูต" (การส่งคนออกไปเผยแพร่ข่าวประเสริฐ) จึงเป็นหน้าที่หรือบทบาทที่สำคัญ เพราะสองหน้าที่นี้นำคนมาในครอบครัวของพระเจ้า แล้วหน้าที่อื่นๆค่อยตามมาภายหลัง 

พระคัมภีร์ได้พูดชัดมากว่าการให้คนเล่นบทบาทหรือทำหน้าที่ตามของประทานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขยายแผ่นดินพระเจ้าบนโลกผ่านคริสตจักร ข่าวดีคือพระเจ้าได้ให้ของประทานกับคริสตจักรแล้ว สิ่งที่เราสามารถตอบสนองได้คือเชื่อว่าเราทุกคนสามารถเล่นบทบาทหรือทำหน้าที่ที่ช่วยให้คริสตจักรเติบโตได้  ไม่ใช่แค่คนบางคนเท่านั้นที่มีส่วน จากนั้นก็ให้เราสนใจคนอื่นๆทั้งในและนอกคริสตจักรเพื่อที่เราจะช่วยเหลือเขาได้ในเวลาที่เขาต้องการ จากการใช้ชีวิตอย่างนี้ให้เป็นวิถีชีวิต ของประทานเราก็จะเด่นชัดขึ้นเอง  





5 มิถุนายน 2559

: ใช้ชีวิตให้ถูกยุค ep 3

ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นภาพผู้ใหญ่เอาสิ่งของมีค่ามาถวายให้สิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
อีกนัยหนึ่งการที่เรามองสิ่งใดศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเพราะเราเชื่อว่าเราไม่ศักดิ์สิทธิ์ เราเป็นมลทินและสิ่งนั้นมีอำนาจและพลังเหนือกว่าเรา ยิ่งไปกว่านั้นเราเข้าใจว่าถ้าเราอยากได้อะไรดีๆเราต้องเอาใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วยการถวายเครื่องบูชา และหรือประพฤติตามคำสอนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ  บางครั้งเราก็เข้าใจไปด้วยว่าเมื่อเราทำสิ่งเหล่านั้นเราจะเริ่มเป็นคนศักดิ์สิทธิ์เหมือนสิ่งที่เราบูชา ในกรอบความคิดแบบนี้ยิ่งส่งเสริมให้ถวายมากขึ้นทำมากขึ้น เพราะความเข้าใจกำลังบอกว่ายิ่งให้ออกไปมากหรือยิ่งเสียสละมาก เราก็จะยิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้น และความศักดิ์สิทธิ์ก็กลายเป็นเหตุผลที่บอกกับตัวเองว่า เราเป็นคนพิเศษ และเราสมควรได้สิ่งดีๆจากสิ่งที่เราบูชา แต่ถ้ามองให้ดีๆแล้ว การถวายเครื่องบูชาเป็นระบบที่อยู่บนการแลกเปลี่ยนโดยสิ่งตอบแทนที่ได้มาก็จะตามความคู่ควรจากการกระทำของเรา 

ตั้งแต่การล้มลงของอาดัมคนแรก มนุษย์เริ่มคุ้นเคยกับระบบถวายเครื่องบูชา และเมื่อพระเจ้าให้บัญญัติแก่ชาวอิสราเอลโดยมีพระเจ้าเป็นผู้รับการบูชา บัญญัติก็เริ่มทำหน้าที่ผลักดันการถวายเครื่องบูชาไปถึงสุดขีดภายใต้บริบท  ฮีบรูบทที่10:1 บอกไว้ว่า “บัญญัติเป็นแต่เพียงเงาของสิ่งประเสริฐซึ่งจะมาถึง ไม่ใช่ของจริง.. เพราะเหตุนี้จึงไม่สามารถทำให้ผู้เข้าเฝ้านมัสการสมบูรณ์พร้อมด้วยเครื่องบูชาเดิมๆ ซึ่งถวายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆ ปีไม่มีสิ้นสุด" อีกหน้าที่หนึ่งของการถวายเครื่องบูชาภายใต้บัญญัติคือการเตรียมมนุษย์ให้มารับความจริงหรือเครื่องบูชาที่แท้จริง ซึ่งเป็นเครื่องบูชาที่ไม่ได้จัดเตรียมโดยมนุษย์อย่างในช่วงบัญญัติ ส่วนเครื่องบูชาเองก็ไม่ใช่สัตว์ที่ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมาแต่เป็นบุตรของพระเจ้าเองที่ลงมาจากสวรรค์ การถวายเครื่องบูชาที่แท้จริงจึงสามารถไถ่บาปเราได้หมดทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ไม่ต้องถวายซำ้แล้วซำ้เล่าอีก อย่างที่บอกไว้ใน ฮีบรู 10:10 "และโดยพระประสงค์นี้เราทั้งหลายจึงได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์เป็นเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเป็นพอ"


ฮีบรู 10:9 "พระองค์ทรงยกเลิกระบบแรกเพื่อตั้งระบบที่สอง" เพราะการตายนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาใหม่และจุดสิ้นสุดของระบบเดิม และในระบบใหม่นี้มีความจริงอย่างหนึ่งที่การตายของพระเยซูได้ทำสำเร็จไว้คือการหมดยุคแห่งการถวายเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาป เนื่องจากพระเยซูเป็นเครื่องบูชาที่แท้จริงและสมบูรณ์ที่สุด ฮีบรู 10:18 "เมื่อทรงอภัยบาปให้แล้วก็ไม่ต้องมีการถวายเครื่องบูชาสำหรับไถ่บาปอีกเลย" เราจึงไม่ต้องหาอะไรหรือคิดว่าจะต้องทำอะไรเพื่อให้เราบริสุทธิ์ในพระเจ้า เวลาใดที่เราคิดหรือรู้สึกว่าเราบริสุทธิ์มากขึ้นเพราะได้ทำหรือเสียสละะบางอย่างไป เรากำลังบอกว่าการกระทำของเรามีค่ามากกว่าการตายบนไม้กางเขนของพระเยซูซึ่งเท่ากับเป็นท่าทีที่เย่อหยิ่ง



สุดท้าย ขอให้เรายอมรับความจริงและใช้ชีวิตบนความจริงนี้ที่ว่าเราเป็นคนบริสุทธิ์เพราะสิ่งที่พระเยซูได้ทำสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน ไม่ใช่ด้วยการกระทำของเราเลย....นี่คือข่าวดี




: ความหมายของ "บาป"



วันนี้ นึกถึงคำนี้นะครับ "บาป" เป็นคำที่เราคุ้นเคยกัน แต่เวลาเราอ่านพระคัมภีร์เคยมีคำถามไหมครับว่าคำนี้เป็นแบบที่เราคิดว่าเข้าใจหรือเปล่า ผมบอกได้เลยครับว่าคำนี้เราเอามาจากศาสนาอื่นๆ ลองมาดูไหมครับว่าคำว่า "บาป" ในพระคัมภีร์ของคริสเตียน จริงๆแล้วพูดอย่างไร และพระเยซูทำอย่างไรกับไอ้สิ่งที่ชื่อ"บาป"

1.  ความเชื่อทั่วๆไปที่คริสเตียนก๊อปมาจากศาสนาอื่น คือว่า "บาป" คือการทำผิดกฎ ผิดศีล ผิดบัญญัติ ใครที่เชื่อแบบนี้ ลองอ่านต่อไปนะครับ ความคิดผม ผมว่าเราเชื่อผิดมาตลอด เรายืมเอาคำของศาสนาอื่นมาใช้และเราเอาความหมายของเขามาด้วย  แต่ดูเหมือนพระคัมภีร์กล่าวอีกอย่างครับ ก็เตรียมโยนความเข้าใจแบบเดิมๆทิ้งถังขยะได้เลยครับ ลองอ่านต่อนะ ยาวนิดหนึ่งแต่อ่านเถอะ

2. บาป" ปรากฎอยู่หลายตอนในทั้งพระคัมภีร์เดิมและใหม่ ซึ่งถ้าอ่านดูดีๆ จะพบว่าความบาปมีลักษณะความเป็นบุคคล หรือเป็นพลัง หรือเป็นมวลสาร บางอย่าง สามารถกระทำการบางอย่างได้ด้วยตัวเอง มีตัวตน มีพลังในการครอบงำคนได้ และสามารถมีอิทธิพลทำให้มนุษย์ทำกิจกรรมที่เรียกว่าความบาป หรือมีรูปแบบชีวิตที่เรียกว่าวิสัยบาป (กาลาเทีย 5: 13-21) มันแปลว่าอะไรครับ แปลว่า"บาป" ไม่ใช่เรื่องการทำผิดบัญญัติหรือศีลแบบที่เชื่อกัน แต่ความ "บาป" แสดงตัวเป็นบุคคลชัดเจน เช่น

ปฐมกาล 4:7 "...หากเจ้าทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง บาปก็หมอบอยู่ที่ประตูคอยเล่นงานเจ้า แต่เจ้าจะต้องชนะบาป" ในที่นี้เราพบบาปที่ดำรงค์อยู่ตั้งแต่ยุคแรกๆของโลกก่อนที่จะมีศีลหรือบัญญัติหรือหลักความดีความชั่ว "บาป" สามารถหมอบคอยเล่นงานคนได้ด้วย "บาป" สามารถแพ้และชนะได้ และที่สำคัญสิ่งๆนี้หรือบุคคลนี้อยู่มาตั้งแต่ยุคแรกของโลก

รม 5:12 "บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียว และบาปนำความตายมา และโดยทางนี้เองความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์เพราะทุกคนได้ทำบาป" บาปสามารถเคลื่อนตัวเข้ามาในโลกได้และพาเพื่อนที่ชื่อความตายมาด้วย เพราะมนุษย์ทำกิจกรรมที่เรียกว่าบาป 

โรม 6: 17 "แต่ขอบคุณพระเจ้าที่แม้ท่านเคยเป็นทาสของบาป..." บาปสามารถทำตัวเป็นเจ้านายและทำคนให้เป็นทาสได้

และยังมีอีกหลายๆข้อในพระคัมภีร์โรมที่ชี้ชัดว่า"บาป" ไม่ใช่หลักการเรื่องการทำผิดบัญญัติ แต่หมายถึง พลังงานบางอย่าง มีความเป็นบุคคล เป็นฤทธิ์อำนาจบางอย่าง ที่อยู่มาตั้งแต่ยุคแรกของโลก และมีอำนาจในการครอบงำมนุษย์ให้ทำกิจกรรมบาป หรือตกอยู่ในความอ่อนแอที่เรียกว่าวิสัยบาป

3. หน้าที่ของธรรมบัญญัติ คืออะไรครับบางคนบอกว่า ธรรมบัญญัติมีให้เราทำเพื่อเราจะมีชีวิตที่บริสุทธิ์กับพระเจ้า ผิดครับ ไอเดียดังกล่าวมาจากศาสนาอื่นอีกแล้วครับ ลองดูพระคัมภีร์เหล่านี้ด้วยกัน ธรรมบัญญัติมีเพื่ออะไร!

โรม 3:20 "ฉะนั้นไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรมในสายตาของพระเจ้าโดยการรักษาบัญญัติ บทบัญญัติเพียงแต่ทำให้เรารู้ตัวว่ามีบาป"  หน้าที่ของบัญญัติคือที่มนุษย์จะรู้ว่าทำอย่างไรก็ทำตามบัญญัติไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่มีแค่บัญญัติกับพระเจ้าเท่านั้น แต่มีบุคคลที่สามซึ่งเป็นพลังงานหรือบุคคลที่เรียกว่า "บาป" ออกฤทธิ์อยู่เบื้องหลัง มนุษย์จึงไม่สามารถทำตามบัญญัติได้ เมื่อมนุษย์ทำตามบัญญัติไม่ได้ ไอ้ฤทธิ์อำนาจนี้ที่เรียกว่า "บาป" จะถูกเปิดโปงว่ามีตัวตนอยู่จริง และเมื่อนั้นเราต้องการพระคุณพระเยซูที่ตายบนไม้กางเขนเพื่อเราปลดปล่อยเราจาก "บาป"
ธรรมบัญญัติจึงมีหน้าที่ให้เราทำอย่างไรก็ทำไม่ได้ เพื่อเราจะรู้ว่า "บาป" มีจริง มีตัวตน และเราจะพบพระเยซู


4. บาปมีบางอย่างที่เชื่อมกับมารเป็นอย่างมาก 
1 ยอห์น 3:8 "ผู้ที่ทำบาปก็มาจากมาร เพราะมารทำบาปมาตั้งแต่ปฐมกาล" ดูเหมือนมารจะคล้ายๆกับบุคคลหรือพลังงานที่ชื่อ "บาป" เป็นอย่างมาก และทำให้คนทั้งโลกเริ่มทำบาปเหมือนกันด้วย

5.แล้วพระเยซูเกี่ยวอย่างไรครับ
ฮีบรู 9:15 "ด้วยเหตุนี้พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ เพื่อบรรดาผู้ที่ทรงเรียกนั้นจะได้รับมรดกนิรันดร์ซึ่งทรงสัญญาไว้ เพราะพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เป็นค่าไถ่เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากบาปซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาแรก" พระคริสต์ตายไถ่บาปของเราปลดปล่อยเราจากการเป็นทาสของ "บาป"  

6. บาปและพระคุณ
โรม 5: 21 "เพื่อว่าบาปได้ครอบครองในความตายฉันใด พระคุณจะได้ครอบครองผ่านทางความชอบธรรมเพื่อชีวิตนิรันดร์จะมาทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราฉันนั้น"  ในข้อนี้จะพบว่ามีฤทธิ์อำนาจอีกชนิดที่ตรงข้ามกับ "บาป" ฤทธิ์อำนาจชนิดนี้มาจากพระเจ้าครับ มีอิทธิพลในการช่วยเหลือผู้คนในด้านต่างๆ เช่นสามารถช่วยให้คนหลุดพ้นจากพฤติกรรมความบาป เปลี่ยนแปลงชีวิต หรือมารู้จักพระเจ้า มีการรักษาโรค มีการอัศจรรย์ เป็นฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระเจ้า "พระคุณ" มิได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุญคุณของพระเจ้าที่เราไม่ควรได้รับแบบที่หลายๆกลุ่มเชื่อ ซึ่งพระคัมภีร์ระบุว่าพระเยซูเองเติบโตขึ้นมาบริบูรณ์ด้วย"พระคุณ" ในมุมมองของผมนะครับ "พระคุณ" คือการสถิตย์ของพระเจ้า คือหน้าหรือการทรงสถิตย์ของพระเจ้า คือการอัศจรรย์ ความช่วยเหลือ กำลัง ความคุ้มครอง ความรัก ที่มาจากพระเจ้า โดยไม่เกี่ยวว่าเราคู่ควรหรือไม่ พระเยซูตายเพื่อเราเป็นการที่พระเยซูกำลังบอกว่าเราคู่ควร 

ฮีบรู 4:16 "ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาใกล้พระบัลลังก์แห่งพระคุณด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตาและจะพบพระคุณที่จะช่วยเหลือเราเมื่อถึงคราวจำเป็น" พระคุณเป็นอะไรที่เราเข้าไปรับได้ฟรีๆ เป็นกำลัง เป็นความช่วยเหลือ ไม่ใช่เรื่องของบุญคุณ มันแค่เป็นคำที่เรายืมศาสนาอื่นมาใช้ทำให้เข้าใจผิด 

7. ผมขอสรุปสั้นๆตอนนี้นะครับ "บาป" ไม่ใช่การทำผิดบัญญัติหรือศีลครับ แต่ "บาป" มีความเป็นบุคคล มีฤทธิ์อำนาจในการครอบงำ และเกี่ยวข้องกับมารเป็นอย่างมาก หรืออีกนัยหนึ่งตามคำพูดของผมเอง "บาป" คือการครอบครองของมาร เกี่ยวข้องกับมารผู้อยู่เบื้องหลังเป็นอย่างมาก "พระคุณ" คือการครอบครองของพระเจ้า มาทางพระเยซู และทุกคนสมควรได้ครับ 

8. อีกนิดหนึ่งนะครับ แล้ว "บาป" กับ "มาร" เกี่ยวข้องกันอย่างไร ผมขอยกตัวอย่างคำสองคำนะครับ "นาซี" กับ "ฮิตเล่อ" พูดถึงนาซีก็คือพูดถึงฮิตเล่อ พูดถึงกิจกรรมของนาซีสุดท้ายก็ไม่พ้นฮิตเล่อครับ "บาป" ก็สะท้อนถึงมาร

ท้ายสุดแล้วครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมพบ และต้องยอมรับว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียวมีหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจและยังต้องรู้จักพระเจ้าอีกมาก ต้องพึ่งพระคุณอีกมาก แต่อย่าน้อยผมก็หวังใจว่าเรื่องนี้จะเปลี่ยนความเข้าใจสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขนอย่างมาก เรื่องของ "พระคุณ" จะยิ่งมีค่ามากขึ้น พระเยซูตายเพื่อเราจริงๆ ยกโทษบาปให้เรา และ "บาป" ไม่มีอำนาจในเราอีกต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากอยู่ในเรา เรากลายเป็นลูกที่รักของพระเจ้า นี่คือข่าวประเสริฐครับ

สวัสดี

16 พฤษภาคม 2559

: โบสถ์มี 4 ลักษณะ

John Wimber ได้บอกไว้ว่าโบสถ์มีลักษณะ 4 อย่าง คือ โบสถ์เป็นทั้ง โรงเรียน โรงพยาบาล ครอบครัว และกองทัพ ลักษณะต่างๆมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายคือการออกไปสร้างสาวก เราจะมาดูกันแต่ละลักษณะเป็นอย่างไรแบบง่ายๆสั้นๆเพื่อให้เข้าใจกัน

โรงเรียนเป็นช่วงเวลาที่จะมีการสอนตามที่พระคัมภีร์ได้บอกไว้ใน มัทธิว 28:18-20 พระเยซูทรงเข้ามาหาพวกเขาและตรัสว่า “สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และในแผ่นดินโลกทรงมอบไว้แก่เราแล้ว ดังนั้นจงไปสร้างสาวกจากมวลประชาชาติ ให้เขารับบัพติศมาใน พระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราสั่งพวกท่านไว้ และแน่นอน เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปตราบจนสิ้นยุค” การสอนนั้นไม่ใช่เอาแต่ความรู้อย่างเดียวแต่เพื่อที่เราต่างเจอพระเจัา พบตัวเอง และเป็นผู้ที่มีชีวิตที่สะท้อนถึงพระคำ  ยากอบ 1:22-24 "อย่าเพียงแต่ฟังพระวจนะซึ่งเป็นการหลอกตัวเอง แต่จงปฏิบัติตามพระวจนะนั้น ผู้ใดที่ฟังพระวจนะแต่ไม่ได้ทำตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ส่องกระจกมองหน้าตัวเอง หลังจากส่องดูแล้วก็ไปและทันใดนั้นก็ลืมว่าหน้าตาตนเองเป็นอย่างไร"
โรงพยาบาลคือเวลาแห่งการรักษาเยียวยาแบบองค์รวมทั้งกายใจและวิญญาณ พระคัมภีร์บอกไว้ว่าพระเยซูมาเพื่อ.. ลูกา 5:31-32 "พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “คนสุขภาพดีไม่ต้องการหมอ แต่คนป่วยต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาปให้กลับใจใหม่”" การเยียวยาคือส่วนหนึ่งของความรอดเสมอ โรคภัยไข้เจ็บเป็นผลจากการล้มลงของมนุษย์ที่มนุษย์เอาตัวเองมาอยู่ภายใต้การครอบครองของมาร การเยียวยารักษาจึงเป็นการทำลายงานของมารตามที่พูดไว้ใน 1 ยอห์น 3:8 ".......เหตุที่พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาก็คือเพื่อทำลายกิจการของมาร " ทุกครั้งที่มีการรักษาเกิดขึ้นนั่นก็คือการครอบครองของพระเจ้าได้มาถึงคนๆนั้น

การเป็นครอบครัวคือความผูกพันในแบบความสัมพันธ์ที่พระคัมภีร์ได้เรียกว่า ครอบครัวของผู้เชื่อ เช่นใน 1เปโตร 2:17 "...จงรักพี่น้องในพระคริสต์...."  กาลาเทีย 6:10 "...คนที่อยู่ในครอบครัวแห่งความเชื่อ" โดยเฉพาะในกาลาเทีย 3:26 "ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ " ได้พูดอย่างชัดมากถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อทั้งหลาย

กองทัพหมายถึงทั้งบุคคลและส่วนรวม เราต่างมีภารกิจในขณะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ภารกิจนั้นก็คือการนำข่าวดีของพระเยซูไปถึงทุกที่ที่เราไป และสร้างสาวกจากทุกชนชาติ 2 โครินธ์ 5:18 ".....ทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการคืนดีนี้แก่เรา" ในความเป็นกองทัพนั้นเราจึงตั้งใจในการอบรม ฝึกฝน และส่งคนออกไปที่ต่างๆ และคาดหวังถึงโบสถ์ใหม่จะเกิดขึ้นเป็นผลต่อมาภายหลัง


จากสิ่งที่ได้เสนอไป โดยภาพรวมโบสถ์คือการแสดงออก และการทำงานของแผ่นดินของพระเจ้า หรือการครอบครองของพระเจ้าทั้งระดับส่วนตัว และกลุ่มคนที่เชื่อ เพราะฉะนั้นให้เราโดยส่วนตัวมีชีวิตที่เป็นโบสถ์คือให้เราเป็นทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ครอบครัว และกองทัพ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ที่เป็น การแสดงออกแบบส่วนรวมด้วย ....






3 พฤษภาคม 2559

: ใช้ชีวิตให้ถูกยุค ep 2

วินาทีที่อาดัมกับเอวาเลือกเชื่อมารนั้น ทั้งคู่ได้เลือกปฏิเสธผู้ที่สร้างและให้ชีวิตแก่พวกเขา ...


ปฏิเสธความจริงที่ว่าพวกเขามีค่าเพียงพอ และสุดท้ายคือปฏิเสธความสัมพันธ์กับคุณพ่อแบบที่เคยมี คือความสัมพันธ์แบบเปลือยกาย ไม่มีอะไรปกปิด ไม่มีที่ติ ทุกอย่างดีพอต่อกันและกัน การปฎิเสธนี้เท่ากับมนุษย์ได้ผลักพ่อออกไป แล้วพาตัวเองเข้าสู่ความเป็นศาสนา และมาอยู่ภายใต้มาร เป็นการประกาศว่าตั้งแต่นี้ต่อไปฉันเป็นตัวของฉันเองที่ดีพอได้ด้วยตัวฉันเอง และในเวลาเดียวกันก็ได้ปฎิเสธทุกอย่างที่พ่อได้ให้มาอย่างฟรีๆ มากไปกว่านั้นอีก คือมนุษย์ได้หันไปยอมต่อมารผู้ที่ไม่ได้ให้อะไรหรือทำอะไรดีๆให้กับมนุษย์เลย และยังเป็นผู้ที่มาแย่งความเป็นพ่อจากพระเจ้าอีกด้วย


ความรู้สึกของพ่อที่โดนปฎิเสธนี้คงเหมือนกับการถูกหักหลังจากเพื่อนสนิท เหมือนบางอย่างที่สำคัญและมีความหมายมากมายในชีวิตได้หายไป เหมือนถูกทอดทิ้งโดยไม่มีเยื่อใย หรือจะเหมือนเวลาที่ยูดาสจุมพิษพระเยซูก่อนที่เขาเดินไปขายพระเยซูหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความเจ็บปวดนี้สิ่งหนึ่งได้เกิดขึ้นในสวนเอเดน นั่นคือ ทั้งๆที่พ่อรู้ว่าลูกได้ปฎิเสธพ่อและได้มองพ่อเปลี่ยนไป พ่อยังเลือกที่จะเป็นผู้เข้าหาลูกก่อน พ่อเดินเข้าไปในสวนเพื่อเรียกหาลูก จากนั้นพ่อก็เปิดโอกาส รอให้ลูกตอบสนอง แต่ลูกก็ยังเชื่อว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับพ่อ จนไม่กล้าออกมาหาเพราะกลัวพ่อรับเขาไม่ได้ ณ เวลานั้นหัวอกพ่อก็อดไม่ได้ที่ถามลูกว่า "ใครบอกว่าลูกเปลือยกาย" ซึ่งก็เหมือนกับถามว่า "ใครบอกว่าลูกไม่ดีพอ - ถึงขั้นกลัวพ่อแล้วไม่กล้าเข้ามาหาพ่อเลย" เวลานั้นหัวอกพ่อคนนี้คงแตกสลายและเจ็บปวดยิ่งนักทั้งจากการถูกปฏิเสธและความเจ็บปวดแทนลูกเมื่อเห็นเขาตกอยู่ในความทุกข์  สิ่งมหัศจรรย์คือพ่อคนนี้ยังเอาความเจ็บปวดที่ถูกปฏิเสธเป็นรอง แต่เลือกที่จะดำเนินแผนเพื่อช่วยลูกให้หลุดจากมาร เพื่อวันหนึ่งลูกจะหันกลับบ้านคือเปิดใจให้พ่อเข้ามาอยู่ด้วย 

ตลอดเวลาจากการล้มลงของมนุษย์นั้นพ่อไม่เคยทิ้งลูก มีแต่อดทนรอ ให้เสรีภาพที่จะเลือก มีแต่มาพูด มาเตือน มาช่วย มาคลุกคลีในสภาพที่ลูกเป็นอยู่ มาทำสัญญากับลูกในแบบที่ลูกรับได้ซึ่งก็เพื่อช่วยให้ลูกรู้ว่าลูกทำด้วยตัวเองไม่ได้ และสุดท้ายเพื่อลูกจะพร้อมรับสัญญาใหม่ที่พ่อเตรียมไว้ให้เป็นทางกลับบ้าน เพราะสัญญาใหม่นี้จะไม่ขึ้นกับการกระทำของลูกเลย แต่ล้วนเป็นการช่วยเหลือของพ่อผ่านความเชื่อของลูกเท่านั้น การกระทำของพ่อทั้งหมดนี้สะท้อนอย่างชัดเจนถึงคำว่า "ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข" เพราะในขณะที่ลูกเลือกปฎิเสธพ่อๆก็ยังรักและให้เสรีภาพ ความรักของพ่อแบบนี้เป็นความรักที่ไม่อาจเรียกร้องอะไรได้เลย จึงถือว่าเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข 



โดยการตายและเป็นขึ้นของพระเยซู พ่อได้เริ่มพันธสัญญาใหม่กับเราเพื่อให้เป็นทางกลับบ้านของเรา เพราะฉะนั้นให้เราที่เป็นผู้เชื่อมั่นใจได้ว่าพ่อรักเราตลอดด้วย"ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข"  และไม่ต้องสงสัยหรือสับสนว่าเราดีพอที่พ่อยังจะรักเราหรือไม่ โดยเฉพาะในเวลาที่เราไม่สามารถรักตัวเองได้ เพราะความรักที่ไม่มีเงื่อนไข คือ พระคุณ ไม่ได้ขึ้นกับการกระทำของเรา นี่แหละคือพันธสัญญาใหม่.......... 


ขอบคุณครับพ่อ !!




28 เมษายน 2559

:ใช้ชีวิตให้ถูกยุค.. The Intro

บทนำ

เวลาของโลกเรานั้นถูกแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ บางครั้งก็แบ่งตามเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อโลก เช่นสงครามโลกครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ตามที่ประวัติศาสตร์ได้แบ่งเป็นยุคก่อนสงครามโลก ช่วงสงคราม และหลังสงคราม สังคมของแต่ละยุคได้เปลี่ยนไปตามผลกระทบของเหตุการณ์นั้น หลังสงครามวิถีชีวิตของคน ความสัมพันธ์ ภาษา การแต่งกาย การอยู่อาศัย อาหารการกิน ก็แตกต่างจากยุคช่วงสงคราม และยุคก่อนสงคราม ทั้งหมดก็เพราะผลกระทบจากสงครามนั้นรุนแรงถึงขั้นที่มนุษย์และสังคมต้องเปลี่ยนไป แต่ถ้าใครก็ตามไม่ยอมรับหรือไม่รู้ว่ายุคใหม่ได้เกิดขึ้น ชีวิตคงจะสับสนไม่น้อย 

พระคัมภีร์บอกไว้ว่าเวลาของโลกมนุษย์ได้แบ่งเป็นสองยุคใหญ่ๆ คือยุคพันธสัญญาเก่า กับยุคพันธสัญญาใหม่

เยเรมีย์ 31:31-32 'องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เวลานั้นจะมาถึง เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่ กับพงศ์พันธุ์อิสราเอล และกับพงศ์พันธุ์ยูดาห์ เป็นพันธสัญญาซึ่งไม่เหมือนพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา เมื่อเราจูงมือพวกเขานำออกมาจากดินแดนอียิปต์ เพราะพวกเขาละเมิดพันธสัญญาที่ทำไว้กับเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นเจ้านายของพวกเขา”องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น' 

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจากพันธสัญญาเก่าสู่พันธสัญญาใหม่ และจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาใหม่นั้นล้วนเป็นผลกระทบจากชีวิตของพระเยซู โดยเฉพาะจากการตายบนไม้กางเขนและการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู  

ฮีบรู 9:11-15 "เมื่อพระคริสต์ทรงมาในฐานะมหาปุโรหิตแห่งสิ่งประเสริฐต่างๆ ซึ่งได้มาถึงแล้วพระองค์ทรงผ่านเข้าสู่พลับพลาที่ยิ่งใหญ่กว่าและสมบูรณ์กว่า ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ กล่าวคือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทรงสร้างนี้ 
12 พระองค์ไม่ได้ทรงเข้าไปด้วยเลือดแพะหรือเลือดวัว แต่พระองค์ทรงเข้าไปสู่อภิสุทธิสถานด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพียงครั้งเดียวเป็นพอและได้การไถ่บาปชั่วนิรันดร์มา

13 เลือดแพะเลือดวัวหรือเถ้าถ่านจากวัวตัวเมียที่ประพรมลงบนผู้มีมลทินตามระเบียบพิธีได้ชำระเขาให้บริสุทธิ์ เพื่อเขาจะสะอาดภายนอก 
14 แล้วยิ่งกว่านั้นสักเพียงใดพระโลหิตของพระคริสต์ผู้ถวายพระองค์เองอย่างปราศจากตำหนิแด่พระเจ้าโดยทางพระวิญญาณนิรันดร์ ย่อมชำระจิตสำนึกของเราจากการกระทำอันนำไปสู่ความตาย เพื่อเราจะได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่!

15ด้วยเหตุนี้พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ เพื่อบรรดาผู้ที่ทรงเรียกนั้นจะได้รับมรดกนิรันดร์ซึ่งทรงสัญญาไว้ เพราะพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เป็นค่าไถ่เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากบาปซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาแรก"

ฮีบรู 7:12-16 "เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบอบปุโรหิตก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติด้วย 
13 พระองค์ผู้ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้บ่งถึงนั้นมาจากตระกูลอื่น และไม่มีใครจากตระกูลนั้นเคยปรนนิบัติที่แท่นบูชา 
14 เนื่องจากเห็นชัดเจนอยู่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงสืบสายจากตระกูลยูดาห์ ซึ่งเป็นตระกูลที่โมเสสไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงเลยในเรื่องปุโรหิต 
15 และสิ่งที่เราได้กล่าวนั้นจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นถ้าปุโรหิตอีกผู้หนึ่งเฉกเช่นเมลคีเซเดคปรากฏขึ้น 
16 ผู้ที่เป็นปุโรหิตโดยไม่ได้อาศัยกฎระเบียบการสืบทอดตามบรรพบุรุษของเขา แต่โดยอาศัยอานุภาพแห่งชีวิตซึ่งไม่อาจทำลายได้ " 

พระเยซูเป็นมหาปุโรหิตที่ไม่ได้มาตามกฎระเบียบการสืบทอดตามบรรพบุรุษ คือพระเยซูมาจากตระกูลยูดาห์ไม่ใช่ตระกูลเลวี ฉะนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเดิมสู่ระบอบพันธสัญญาใหม่ ฮีบรู 8:13 "โดยการตรัสเรียกพันธสัญญานี้ว่า “พันธสัญญาใหม่” พระองค์ทรงทำให้พันธสัญญาแรกพ้นสมัยไป สิ่งที่พ้นสมัยหรือเก่าย่อมจะสูญสิ้นไปในไม่ช้า"

เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากที่เราต้องรู้ว่าชีวิตของพระเยซูขณะอยู่บนโลก พร้อมกับการตายและการเป็นขึ้นของพระเยซูมีผลกระทบอย่างไรกับเรา และพันธสัญญาเก่ากับใหม่แตกต่างกันอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเราจะสามารถใช้ชีวิตให้ถูกยุค ไม่สับสน แต่มีพลังตามที่พระเจ้าได้บอกไว้ในพันธสัญญาใหม่ 

ครั้งต่อไปเราจะเริ่มมาทำความเข้าใจประเด็นต่างๆข้างต้น และหวังว่าทุกคนจะแสดงความคิดเห็นต่อทุกบทความ รวมถึงบทความนี้ด้วย เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในผู้เชื่อทุกคน ทุกความคิดเห็นจึงเป็นประโยชน์ และมีความหมาย ..... 



5 เมษายน 2559

:ไม่รู้จักที่อยู่พ่อ.. จะไปได้อย่างไร?


ก่อนพระเยซูถูกตรึงบนกางขน พระเยซูได้ใช้โอกาสใน ยอห์น บทที่14 บอกกับเหล่าสาวกว่าพระเยซูกำลังไปที่บ้านของพระบิดา หรือ พ่อ และพระเยซูบอกด้วยว่าพระองค์ไปเพื่อเตรียมที่ให้กับสาวก แล้วสิ่งสำคัญคือพระองค์จะกลับมารับพวกเขาไปอยู่ด้วย ที่น่าสนใจมากคือที่พระเยซูทึกทักว่าเหล่าสาวกเข้าใจและรู้ว่าพระเยซูกำลังไปไหน และไปด้วยทางไหน โธมัสจึงต้องพูดออกมาว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่รู้ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน ดังนั้นพวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร?” ถ้าพูดกันตรงๆก็คือไม่รู้จักที่อยู่ของบ้านพ่อ แล้วจะไปได้อย่างไร คำตอบของพระเยซูที่ตามมายิ่งทำให้การสนทนานี้น่าสนใจยิ่งขึ้น พระเยซูตอบว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา" ก่อนหน้านี้ไม่ใช่พูดถึงบ้านพ่อเหรอ แต่แล้วพอถามเข้าจริงๆ ทำไมกลายเป็นไม่ใช่สถานที่จะไป แต่เป็นบุคคลคือพ่อต่างหากที่จะไปหา 

หลายครั้งจากยอห์นบทนี้ เราต่างเข้าใจว่าสวรรค์คือที่พระเยซูจะมารับเราไป และบนสวรรค์ผู้เชื่อทุกคนมีบ้านที่พระบิดาเตรียมให้กับเรา และบางครั้งเรายังพูดคุยสนุกว่าใครทำอะไรให้พระเจ้าเยอะก็จะมีบ้านใหญ่กว่าเป็นพิเศษ ถ้ามาหยุดคิดก็น่าคิดว่าการมีบ้านบนสวรรค์มันสำคัญมากไหม ซึ่งในพระคัมภีร์ก็ไม่มีพูดถึงเลย มีแต่ว่าในสวรรค์นั้นเราต่างตกอยู่ในความสวยงามของพระบิดาแบบหน้าต่อหน้า และตลอดเวลาเรามีแต่การนมัสการและสรรเสริญ เพราะที่นั้นเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ถ้ามีบ้านก็ไม่ต้องมีรั้วกั้น และในความเป็นลูกของพระเจ้า เราจะร่วมครอบครองกับคุณพ่อด้วยกัน

จากคำพูดของพระเยซูเองก็ได้พูดชัดมากคือพระเยซูกำลังไปหาคุณพ่อ แล้วพระเยซูก็พูดถึงข้างหน้าว่าเหล่าสาวกจะทำสิ่งที่พระเยซูทำอยู่และจะทำการใหญ่ยิ่งกว่าพระเยซู (ยอห์น 14:12) ซึ่งแน่นอนที่นี่ไม่ได้หมายถึงสวรรค์ เพราะบนสวรรค์เราไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่อีกแล้ว ยอห์น 14:18-20 "เราจะไม่ทิ้งพวกท่านให้เป็นลูกกำพร้า เราจะมาหาพวกท่าน อีกไม่นานนักโลกก็จะไม่ได้เห็นเราอีกแต่พวกท่านจะเห็นเรา เพราะเรามีชีวิตอยู่ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตอยู่ด้วย ในวันนั้นพวกท่านจะตระหนักว่าเราอยู่ในพระบิดาของเราและพวกท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในพวกท่าน" อีกครั้งหนึ่งที่ย้ำว่าไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นเวลาของเราที่อยู่บนโลกนี้ต่างหาก เพราะตรงนี้ยังพูดถึงว่าเรายังอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่สาวกบนโลกนี้ ฉะนั้นที่พระคัมภีร์พูดถึง 'ในวันนั้น' ที่พระเยซูจะอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระเยซูนั้น คือช่วงเวลาหลังจากเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูที่ทำให้เราอยู่ในสถานภาพอย่างนั้นได้ และเป็นเพราะพระเยซูที่อยู่ในเรา เราจึงอยู่กับพ่อได้อย่างพระเยซู เพราะฉะนั้นวันนี้เราได้อยู่กับพ่อแล้ว ชีวิตนิรันดร์ได้เริ่มตั้งแต่วินาทีที่เราเชื่อ ยอห์น 17:3 นี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงส่งมา 

บ้านที่แท้จริงไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นความผูกพันโดยเฉพาะกับคุณพ่อ การผูกพันนั้นบอกว่าเรามาจากไหน และเราเป็นใคร การตายและการเป็นขึ้นของพระเยซูได้ให้มนุษย์ทุกคนกลับบ้านได้และเป็นสุข

28 กุมภาพันธ์ 2559

: อุปนิสัย vs ความสามารถ และของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์


คนเราทั่วไปจะมองหาความสำเร็จ หรือไม่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ โดยเฉพาะความสำเร็จที่มาอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จในบริบทนี้หมายถึงการ
เกิดผลที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ในปริมาณ และสิ่งภายนอกที่เรามองเห็น หรือจับต้องได้ ดังนั้นความสามารถจึงเป็นตัวดึงดูดคน เพราะความสามารถคือการงาน ที่มีเป้าหมายเพื่อการผลิตผลงานต่างๆออกมาให้เห็นและชื่นชม ซึ่งผลงานแต่ละชิ้นจะเรียกร้องเวลาที่แตกต่างกันในการผลิตผลงานนั้น บางชิ้นอาจจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความสามารถ และความยากของผลงานนั้น ความสามารถเป็นทักษะ ซึ่งบางทักษะก็เป็นทักษะที่คนส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ แต่มีบางทักษะที่คงจะมีแต่คนที่มีพรสวรรค์ที่จะเรียนรู้ และพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ส่วนเรื่องอุปนิสัยนั้นก็จะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากความสามารถอย่างมาก อุปนิสัยเป็นอะไรที่ไม่ใช่มองเห็นได้ภายในเวลาอันสั้น อุปนิสัยไม่ใช่การงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อมาผลิตผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง อุปนิสัยคือพลังที่อยู่ภายในเราไม่ใช่เป็นทักษะภายนอกของเรา อุปนิสัยเป็นสิ่งที่ออกมาจากการที่เรามองตัวเองว่าเราคือใคร และเป็นคนอย่างไร อุปนิสัยจึงเป็นตัวกำหนดว่าเราจะมีความสัมพันธ์อย่างไรระหว่างเรากับทุกสิ่งที่อยู่รอบๆชีวิตเรา  เช่น อุปนิสัยจะบอกเองว่าเราเป็นคนอย่างไร ในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อน ความสัมพันธ์กับหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อุปนิสัยถูกก่อตัวในเราผ่านกาลเวลา และ ประสบการณ์ในด้านต่างๆที่นำความคิด ความเข้าใจ อารมณ์เข้ามาในตัวตนที่อยู่ในเรา และแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมของเรา แต่ระคนจึงมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันซึ่งเป็นผลจากสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเราในอดีต 

ทั้งความสามารถ/Gifting กับ อุปนิสัย/Character เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตส่วนตัว และระดับส่วนรวม เช่นคริสตจักร เพราะต่างก็เป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตของเราและในสังคมที่เราอยู่ ซึ่งก็หมายถึงว่าถ้าเราเข้าใจผิดในการดูแลสองสิ่งนี้ แทนที่จะเป็นพรให้ตัวเองกับคนอื่น กลับกลายเป็นความเจ็บปวดที่บางครั้งถึงขั้นโบสถ์แตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นที่ต้องมาดูในพระคัมภีร์ที่ได้มีการพูดถึงหลักการในการมอง ดูแล และจัดการ ทั้งสองสิ่งนี้ 1 โครินธ์ 13:1-4 บอกไว้ว่า ใครก็ตามที่มีความสามารถ หรือ ทำอะไรได้เยอะแค่ไหนก็ตาม "....แม้ข้าพเจ้ายกทรัพย์สินทั้งหมดให้คนยากไร้และยอมพลีกายให้เอาไปเผาไฟ แต่ไม่มีความรัก ก็เปล่าประโยชน์" คริสตจักรโครินธ์ มีการใช้ของประทานฯมากมาย เรียกว่าคงจะทำให้เราปัจจุบันทึ่ง แต่คริสตจักรก็ถูกเปาโลว่ายังไม่โตแถมยังมีอาการแตกแยก จากตรงนี้เราสามารถพูดได้ว่าของประทานฝ่ายพระวิญญาณไม่ใช่เป็นตัวบ่งบอกว่าคนคนนั้นมีอุปนิสัยที่โตเป็นผู้ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับความรับผิดชอบ         ในยากอบ 3:1 "...อย่าตั้งตัวเป็นอาจารย์กันให้มากนักเลย..." เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ความรู้หรือวิธีการพูด และการสอน แต่คือ "ถ้าผู้ใดในพวกท่านฉลาดและมีความเข้าใจ ก็ให้เขาแสดงออกมาโดยการดำเนินชีวิตที่ดี โดยการกระทำอันถ่อมสุภาพซึ่งมาจากสติปัญญา" นั่งก็คือการดำเนินชีวิต เขาใช้ชีวิตอย่างไร ตรงกับที่สอนไหม ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นอย่างไร และความสัมพันธ์อื่นๆด้วย ซึ่งจากที่นี่ได้เห็นถึงว่าสิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตที่ชี้ถึงอุปนิสัยที่ดี แล้วอุปนิสัยจึงเป็นตัววัดว่าคำสอนของเขานั้นเป็นความจริงหรือเป็นของปลอม สุดท้ายใน 1 ทิโมธี 3 ได้เตือนไว้ว่าถ้าจะเลือกผู้นำ นอกจากที่ไม่ใช่ผู้เชื่อใหม่แล้วให้เรามองไปที่อุปนิสัยของคนที่เราจะเลือกผ่านชีวิตส่วนตัวของเขา ก่อนที่จะมอบหมายความรับผิดชอบพร้อมตำแหน่งในการใช้ความสามารถเขา 

เราจึงสรุปได้ว่าอุปนิสัยดีเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าความสามารถหรือของประทานฯ คนที่มีความสามารถแต่ขาดอุปนิสัยที่ดีก็อาจเป็นปัญหามากกว่าเป็นพระพร เพราะฉะนั้นขอให้เราช้าในการแต่งตั้งหรือมอบเวทีให้เขาก่อนที่เราจะได้เห็นถึงอุปนิสัยของคนที่เรามองไว้ อย่ามองแต่ความสามารถของเขาอย่างเดียว คนที่มีอุปนิสัยแต่ด้อยความสามารถ เรายังสอนและให้ทักษะแก่เขาได้ แต่คนที่มีความสามารถแต่ด้อยอุปนิสัยกลับมีโอกาสสูงที่จะสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างได้ เราต้องการทั้งสองในความสัมพันธ์ที่เหมาะสม พระคัมภีร์ที่บรรยายได้เห็นภาพชัด คือ 1 โครินธ์ 14:1 "จงดำเนินในวิถีแห่งความรักและใฝ่หาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณอย่างกระตือรือร้น โดยเฉพาะการเผยพระวจนะ" ให้เราทุกคนใฝ่หา ความสามารถเพื่อส่วนรวม แต่ให้เรามีความรักในการใช้ความสามารถนั้น ....










10 กุมภาพันธ์ 2559

: ชีวิตบาปไม่ใช่ธรรมชาติของเรา

หลายครั้งพอคุยถึงเรื่องพระคุณทีไร หลายคนก็จะบอกว่าคำสอนอย่างนี้จะทำให้คนไปทำบาปอย่างเต็มที่มากกว่า !!!! 
ในกรณีความเข้าใจแบบนี้คงต้องกลับไปดูโรมบทที่ 6 เพราะในความเป็นจริง พระคุณทำให้ตัวตนเก่าของเราที่ไร้ความหวัง ที่อยู่ในความมืด ที่เป็นทาสนั้นตายไปกับพระเยซูบนไม้กางเขน และพระคุณได้ให้ชีวิตใหม่กับเราโดยการร่วมกับพระคริสต์ที่ได้เป็นขึ้นจากความตาย ในพระคัมภีร์จึงถือว่าชีวิตบาปนั้นได้ตายไปแล้ว ชีวิตบาปนั้นจึงไม่ใช่ธรรมชาติของเราอีกต่อไป "ดังนั้นอย่าปล่อยให้บาปมาเป็นเจ้าครอบครองร่างกายที่ต้องตายของคุณอีกเลย ความบาปทำให้คุณต้องเชื่อฟังและทำตามกิเลสตัณหาของมัน คุณไม่ควรยอมให้บาปมาใช้อวัยวะส่วนไหนก็ตามของคุณเป็นเครื่องมือในการทำชั่ว แต่ให้มอบชีวิตของคุณเองกับพระเจ้า ให้สมกับเป็นคนที่ตายไปและฟื้นขึ้นมาใหม่แล้ว ดังนั้นขอให้คุณยอมให้พระเจ้าใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายคุณเป็นเครื่องมือในการทำความดี" โรม 6:12,13 
ในทิตัส 2:11,12 "เพราะพระคุณของพระเจ้าซึ่งนำความรอดมานั้นได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง สิ่งนี้สอนให้เราปฏิเสธความอธรรมและโลกียตัณหา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างคนที่รู้จักควบคุมตนเอง เป็นคนยุติธรรมและอยู่ในทางพระเจ้า" ยิ่งยืนยันถึงการงานของพระคุณที่มีต่อความบาป
พระคุณได้ให้ตัวตนใหม่กับเรา คือพระคริสต์ที่อยู่ในเรา เพราะฉะนั้นโดยพระคุณให้เราใช้ชีวิตบนตัวตนใหม่ของเรา และจากสิ่งที่พระเยซูได้ทำสำเร็จแล้ว...



4 กุมภาพันธ์ 2559

: ตัวตนเราสำคัญ EP6


อีกครั้งหนึ่งมารนำพระองค์มายังภูเขาที่สูงมาก แล้วแสดงอาณาจักรทั้งปวงของโลกกับความโอ่อ่าตระการของอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทอดพระเนตร แล้วทูลว่า ทั้งหมดนี้เราจะยกให้ท่านหากท่านกราบนมัสการเรา” 

การทดลองครั้งสุดท้ายของมาร มารเอา 'อาณาจักรทั้งปวงของโลกกับความโอ่อ่าตระการของอาณาจักรเหล่านั้น'มาแลกกับการให้พระเยซูมานมัสการ การยอมนมัสการใครบางคนหรือสิ่งใดนั้น คนที่นมัสการก็คือยอมเอาตัวเองมาอยู่ภายใต้สิ่งนั้น หรือพูดอีกด้านหนึ่งคือยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งมาครอบครองเรา และการที่เรายอมให้ใครมาครอบครองเรา ก็เท่ากับเรากำลังเอาตัวตนของเราไปขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรานมัสการ สิ่งนั้นจะเป็นตัวกำหนดเรา (สดุดี 115:8 " ผู้ที่สร้างพวกมันก็จะเป็นเหมือนพวกมัน และผู้ที่วางใจในพวกมันก็จะเป็นเหมือนกัน ") 

ในมุมของพระเจ้าการนมัสการคือการตอบสนอง หรือเป็นสิ่งสมควรจากเราต่อพระคุณและความรักที่พระเจ้าได้ให้กับเรา โดยการมอบชีวิตของเราและตัวตนของเราให้กับพระเจ้า การนมัสการจึงไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยน แต่อยู่บนพระคุณต่างหาก สิ่งที่สำคัญคือถ้าพระเยซูเลือกที่จะนมัสการมารเพราะเชื่อว่าคุณค่าของพระองค์หรือสิ่งที่กำหนดตัวตนขึ้นอยู่กับการได้เป็นเจ้าของอาณาจักรและความโอ่อ่าตระการ พระเยซูก็จะล้มลงอย่างอาดัมคนแรก แต่สรรเสริญพระเจ้าเถิด พระเยซูรู้ว่าตัวตนของพระองค์มีค่าอยู่แล้ว จากการที่พระบิดาได้ประกาศไว้เมื่อพระเยซูรับบัพติศมาว่า "นี่เป็นลูกของเรา ผู้ที่เรารัก เราพอใจเขายิ่งนัก " การเป็นลูกรักของพระบิดาคือตัวตนที่มีค่าที่สุดที่คนคนหนึ่งจะมีได้

มารเอาอาณาจักรและความโอ่อ่าตระการของอาณาจักรมาเป็นตัวล่อ หลายคร้ังมนุษย์ชอบมองหาความโอ่อ่าตระการ และเชื่อว่าความโอ่อ่าคือตัวบ่งบอกถึงความสำเร็จ หรือความยิ่งใหญ่ ส่วนอาณาจักรก็หมายถึงพลังอำนาจความรุ่งเรือง ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าการได้มันมาจะทำให้เรามีค่าและเป็นคนสำคัญ ถึงขั้นที่ยอมเอาทั้งชีวิตมาวิ่งตามหาเพื่อให้ได้มันมา แต่มาตรฐานการวัดคุณค่าตัวตนของเราแบบนี้ช่างแตกต่างจากพระเจ้าเหลือเกิน แม้พระเยซูเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ แต่ก็ยังเลือกเกิดในรางหญ้าแทนการเกิดในวังอันโอ่อ่าตระการ แม้พระเยซูเป็นนายเหนือนาย แต่ก็เลือกมาล้างเท้าสาวก มาปรนนิบัติแทนการรับการปรนนิบัติ มาให้ชีวิตออกไปเป็นเครื่องสังเวยแทนการเรียกร้องจากมนุษย์ มาจากสวรรค์ลงมาบนโลกนี้ มาให้ความรักแทนที่จะมาพิพากษา แทนที่จะถูกเรียกว่าเป็นเพื่อนกับคนสำคัญในสังคม แต่มาเป็นเพื่อนกับคนบาป แทนที่จะมาหาคนชอบธรรม แต่มาหาคนเจ็บป่วยที่ต้องการหมอ และมาตายแทนคนบาปบนไม้กางเขน ชีวิตของพระเยซูที่ดำเนินออกมาจากตัวตนที่เป็นลูกของพระเจ้านั้น เป็นชีวิตที่อุทิศเพื่อมาช่วยกู้มนุษย์ออกจากการครอบครองของมาร กลับสู่พระบิดา และหลุดจากผลของอาดัมคนแรก 


เพราะฉะนั้น การรู้จักตัวตนที่แท้จริงในพระเจ้านั้นจึงเป็นพลังมหาศาลที่ขับเคลื่อนชีวิตของเรา ช่วยทำให้เราสามารถมีชีวิตแบบพระเยซูได้เหมือนที่พระคัมภีร์กล่าวว่า ความจริงทำให้เราเป็นไท ในขณะที่เราเชื่อในความจริงที่ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์นั้น ความจริงนี้จะปลดปล่อยเราเข้าสู่ชีวิตที่สมบูรณ์และบริบูรณ์ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้