3 มกราคม 2559

ตัวตนเราสำคัญ EP. 1

 การที่ได้รับฟังปัญหาหรือสถานการณ์ของคนอื่นๆที่ทั้งใกล้และไกลตัวเอง หลายครั้งการสนทนาก็จะวกมาถึงเรื่อง 'คุณค่าของตัวตน' ทุกคนต่างก็อยากเป็นตัวของตัวเอง เพราะตัวตนเราเป็นสิ่งมีค่าและมีพลังมาก แต่หลายครั้งบางคนก็ไม่รู้จักตัวตนของตัวเองเพราะยังเด็ก หรือเป็นเพราะบาดแผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ทำร้ายเรา ทำให้เราเชื่อคำโกหกที่เกี่ยวกับตัวตนของเรา เช่น คุณค่าของเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำ บางคนก็จะรู้สึกหรือเชื่อว่าตัวเองไม่ดีพอซึ่งจะมีอาการต่างๆตามหลังมา คือความกลัวต่างๆ กลัวผิด กลัวโดนปฏิเสธ เป็นต้น แล้วจากความกลัวนั้นเราก็จะพยายามหาอะไรมาพึ่งพา กลายเป็นนิสัยเสพติดสิ่งต่างๆเพื่อหลอกตัวเองว่าฉันมีค่า แต่ก็ได้แค่ชั่วคราวเพราะสิ่งนั้นไม่ได้ตอบสนองความต้องการของตัวตนเราจริงๆ แต่ตอบสนองคำโกหกหรือตัวตนปลอมของเรา เหมือนอาดัมที่หาใบไม้มาปกปิดหรือตกแต่งตัวเองให้รู้สึกมีค่าขึ้น แต่เหมือนกับใบไม้ที่เอามาใช้ มันมีเวลาจำกัดที่เราต้องหาใบใหม่หรือหาสิ่งใหม่มาแทนและหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ วงจรนี้ก็เท่ากับทำร้ายตัวตนจริงของเรา โดยการปฏิเสธตัวตนจริงของเราด้วยการเสพติดที่หล่อเลี้ยงตัวตนปลอม

ตอนเริ่มต้นนั้นพระเจ้าสร้างมนุษย์ตามพระฉาย ซึ่งอีกมุมหนึ่งก็คือพระเจ้าได้ให้ตัวตนแบบของพระเจ้าแก่มนุษย์ ในวันพักจากการสร้าง พระเจ้าชื่นชมสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นรวมทั้งมนุษย์ด้วย พระเจ้าบอกมาคำหนึ่งว่า"ดี" เวลานั้นมนุษย์มีตัวตนที่สมบูรณ์ไร้ที่ติ และจากตัวตนนี้ การงานและวิถีชีวิตของมนุษย์ก็ได้ดำเนินออกมา หรือแสดงออกมาจากตัวตนนั้น มนุษย์จึงถูกวางที่ในสวนเพื่อปกครองทุกสิ่งที่พระเจ้าสร้าง เนื่องจากมนุษย์ก็ถูกสร้างตามพระฉาย มนุษย์จึงเต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้า และส่วนหนึ่งของตัวตนของมนุษย์คือเราถูกสร้างมาเป็นเจ้าชายและเจ้าหญิงเพื่อปกครองทุกสิ่งที่พระบิดาผู้เป็นกษัตริย์ได้สร้างขึ้นมา


แต่แล้วก็เกิดการแย่งชิงการปกครองขึ้นมา ตัวตนของมนุษย์กลายเป็นเหยื่อของสงครามนี้ไป วันหนึ่งสงครามมาถึงจุดเดือดด้วยคำพูดหรือความคิดที่มารได้พูดกับมนุษย์ว่า ถ้าใครได้กินผลต้องห้าม คนนั้นจะ "เป็นเหมือนพระเจ้า" ซึ่งมนุษย์ก็ได้พาตัวเองไปตามกลอุบายของมาร โดยเลือกและเชื่อคำพูดจากมารและเลือกจะพึ่งการกระทำของตัวเอง (ในกรณีนี้คือการไปหยิบและกินสิ่งต้องห้าม) เพื่อนำสู่ตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม (จะเหมือนพระเจ้า) .... 

22 สิงหาคม 2558

: ข่าวประเสริฐ

กาลาเทีย 1:6-7  "ข้าพเจ้าประหลาดใจที่ท่านทั้งหลายทิ้งพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านโดยพระคุณของพระคริสต์ไปอย่างรวดเร็ว และหันไปหาข่าวประเสริฐอื่น ซึ่งไม่ใช่ข่าวประเสริฐเลย เห็นได้ชัดว่าบางคนกำลังทำให้ท่านสับสนวุ่นวายและพยายามบิดเบือนข่าวประเสริฐของพระคริสต์ " จากพระคัมภีร์ตอนนี้เรารู้ว่าในเวลานั้นมีข่าวประเสริฐสองแบบ ซึ่งแบบหนึ่ง'ไม่ใช่ข่าวประเสริฐเลย' แต่เป็นข่าวที่ 'ทำให้ท่านสับสนวุ่นวายและพยายามบิดเบือนข่าวประเสริฐของพระคริสต์' และแย่ที่สุดคือการเชื่อข่าวนี้ก็เป็นการ 'ทิ้งพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านโดยพระคุณของพระคริสต์' จากนี้เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้าใจว่าข่าวประเสริฐที่แท้เป็นอย่างไร แล้วข่าวนี้ประเสริฐอย่างไรสำหรับเราในแต่ละวันและในนิรันดร์กาล

กาลาเทีย 2:4,5 "แต่กระนั้นทิตัสซึ่งอยู่กับข้าพเจ้า แม้เขาจะเป็นกรีกก็ไม่ถูกบังคับให้เข้าสุหนัต เรื่องนี้ลุกลามขึ้นมาเพราะพี่น้องจอมปลอมบางคนที่แทรกซึมเข้ามาในหมู่เรา เพื่อสืบดูเสรีภาพที่เรามีในพระเยซูคริสต์และเพื่อจะทำให้เราเป็นทาส"  
ข่าวประเสริฐที่แท้จะให้เสรีภาพ ในบริบทนี้ข่าวประเสริฐช่วยให้เราที่เป็นชาวต่างชาติมีเสรีภาพจากการถือธรรมเนียมยิว และ 'ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ ไม่ใช่โดยการทำตามบทบัญญัติ เพราะว่าไม่มีใครถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมได้โดยการทำตามบทบัญญัติเลย' เราจึงหลุดพ้นจากบทบัญญัติ และไม่ต้องทำตามธรรมเนียมยิวเลย

กาลาเทีย 2:19,20 "เพราะโดยทางบทบัญญัติข้าพเจ้าได้ตายต่อบทบัญญัติแล้ว เพื่อว่าจะได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป พระคริสต์ต่างหากทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตที่ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในกายนี้ ข้าพเจ้าดำเนินด้วยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้าและประทานพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า" ข่าวประเสริฐที่แท้นั้นคือผลกระทบที่มีต่อเราผู้เชื่อจากการตายและการเป็นขึ้นของพระคริสต์ จากพระคำข้อนี้ข่าวดีคือเราได้ตายต่อบัญญัติโดยการที่เราได้ร่วมตายกับพระคริสต์บนกางเขน ....
แล้วสิ่งที่ดีเลิศที่เกิดขึ้นหลังการตายก็คือพระคริสต์มีชีวิตอยู่ในเรา

กาลาเทีย3:1 "ชาวกาลาเทียผู้โง่เขลาเอ๋ย!..." ดูต่อจากข้อหนึ่งเปาโลก็ตั้งคำถามเพื่อให้ชาวกาลาเทียได้เห็นความจริงว่า ชีวิตใหม่ของพวกเขาแท้จริงก็เริ่มจากและต่อด้วยความเชื่อเพราะพระคุณ ไม่ใช่ด้วยการกระทำหรือการเชื่อฟังของเขาต่อบัญญัติ เป็นพระคุณล้วนๆ แม้สิ่งสำคัญที่พวกเขาได้คือได้รับพระวิญญาณนั้นก็ได้มาด้วยความเชื่อโดยพระคุณ เหมือนกับว่าเราได้บางอย่างมาจากผู้หนึ่งโดยไม่ต้องเสียหรือจ่ายอะไรออกไปเลย แต่แล้วอยู่ดีๆเราดันมาเข้าใจเองว่าเราต้องจ่ายหรือออกแรงเพื่อแลกในขณะที่เราได้ของมาแล้ว เปาโลพูดเลยว่าความเข้าใจที่เปลี่ยนไปอย่างนี้ มันโง่ ไม่ฉลาดหรือชอบธรรมเลย

กาลาเทีย 3:13 "พระคริสต์ได้ทรงไถ่เราพ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ก็ถูกแช่งสาปแล้ว " จากตรงนี้ข่าวประเสริฐก็คือพระคุณที่มาถึงเราและพาเราหลุดจากบัญญัติหรือกรอบศาสนา....




: กลัว! .. พระเจ้า

ปฐมกาล 2:17 "....แต่เจ้าต้องไม่กินผลจากต้นแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว เพราะถ้าเจ้ากินผลของมันเมื่อใด เจ้าจะตายแน่นอน"  

การล้มลงของมนุษย์ได้นำสิ่งต่างๆเข้ามาในทุกส่วนของมนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นผลจากการครอบครองของมาร การนำตัวเองออกจากพระเจ้าเข้าสู่การพึ่งพาตนเอง หรือที่เราเรียกว่าศาสนา และเป็นผลของความบาปด้วย นอกเหนือจากผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง สิ่งเหล่านี้ได้กระทบอะไรอีกมั้ยในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า สิ่งแรกที่เราต้องตระหนักก็คือ สิ่งที่มนุษย์ทำไปนั้นไม่ได้เปลี่ยนพระเจ้าเลย พระเจ้ายังเป็นพระเจ้าเดิม คือพระเจ้าที่เต็มไปด้วยความรักและพระคุณ แต่สิ่งสำคัญที่เปลี่ยนไปคือความเข้าใจหรือมุมมองของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า


ในปฐมกาล 3:10 เขาทูลว่า " ข้าพระองค์ได้ยินเสียงของพระองค์อยู่ในสวนก็กลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงหลบซ่อนตัวเสีย" ผลจากการรู้ดีรู้ชั่วนั้น มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้าได้เปลี่ยนไป และมุมมองนี้ได้กระทบไปถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ด้วย โคโลสี 1:21"ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยแยกขาดจากพระเจ้าและเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในใจเพราะพฤติการณ์ชั่วของท่าน" 

พระเจ้าที่มนุษย์มองเปลี่ยนไปนั้นก็ไม่แตกต่างจากพระอื่นๆที่มนุษย์กราบไหว้ พระเจ้ากลายเป็นพระเจ้าที่ดุ เต็มไปด้วยความโกรธโดยเฉพาะเวลาที่เราทำผิด เป็นพระเจ้าที่พร้อมจะลงโทษ และเป็นพระเจ้าที่เรียกร้องจากเราเสมอ ภายใต้ความเข้าใจนี้บวกกับความรู้ดีรู้ชั่ว มนุษย์จึงมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอยู่บนความกลัวมาตลอด เป็นความสัมพันธ์ที่มนุษย์ต้องเอาใจพระเจ้าอยู่เสมอด้วยการเชื่อฟังและการถวาย เป็นความสัมพันธ์ที่รู้สึกถูกเรียกร้องอยู่เสมอ


ปฐมกาล 5:1-3 "นี่คือบันทึกเรื่องราวเชื้อสายของอาดัม เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ทรงสร้างเขาตามอย่างพระองค์ พระองค์ทรงสร้างพวกเขาทั้งผู้ชายและผู้หญิง แล้วทรงอวยพรเขา และตรัสเรียกเขาว่า 'มนุษย์' เมื่ออาดัม อายุได้ 130 ปีก็มีบุตรชายซึ่งเหมือนอย่างเขา ตามลักษณะของเขา เขาตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเสท"  

จากการเลือกพึ่งพาตัวเอง มนุษย์ก็ได้เอาตัวเองออกจากแหล่งแห่งชีวิต มนุษย์ร่วงหล่นจากพระสิริ มนุษย์เริ่มเปลี่ยนจากอย่างพระเจ้ามาเป็นอย่างของตัวเอง ความตายได้เริ่มเข้ามาอย่างที่พระเจ้าเตือนไว้ ความมีชีวิตชีวาที่เคยมีในตัวตนของมนุษย์ก็ตายไป โรม 6:23 "เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาปคือความตาย แต่ของขวัญจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา" การล้มลงของมนุษย์ได้นำทั้งความบาปและความตายเข้ามา ทั้งสองสิ่งนี้ได้แยกมนุษย์ออกจากพระเจ้า แต่ไม่ได้แยกพระเจ้าออกจากมนุษย์ เราจึงเห็นพระเจ้าไม่หยุดยั้งในการผูกพันกับมนุษย์และทำงานมาตลอดเพื่อช่วยกู้มนุษย์ให้กลับมาคืนดีกับพระเจ้า โดยการมีมุมมองที่ถูกต้องต่อพระเจ้ากลับคืนมา ได้รับการช่วยกู้จากการครอบครองของมารเพื่อกลับมาสู่การครอบครองของพระเจ้า และได้มีชีวิตอีกครั้งในพระเจ้า ผ่านการตายและเป็นขึ้นของพระเยซูที่ทำลายทั้งศัตรูและงานของมาร 

1โครินธ์ 15:26 "ศัตรูตัวสุดท้ายที่ต้องทรงทำลายคือความตาย"    ......


  

10 สิงหาคม 2558

: ลืมอดีต .. จริงหรือ?

"พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าตนเองฉวยสิ่งนี้มาได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านมาและโน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า" จากฟีลิปปี 3:13  นี่เป็นข้อพระคัมภีร์ที่เพื่อนคนหนึ่งได้ถามว่าพระคำข้อนี้บอกให้เราลืมอดีต อย่าจดจ่อกับมันแต่ให้เราลุยไปข้างหน้าอย่างเดียวหรือ เนื่องจากพระคำข้อนี้ถูกอ้างอิงเสมอเมื่อหวังให้คนหยุดโศกเศร้าและลืมสิ่งที่ได้เกิดขึ้นและให้เริ่มเดินไปข้างหน้าเสียที  

โดยหลักการของพระเจ้าเราเข้าใจว่าถ้าเราได้สูญเสียอะไรที่มีค่า เราย่อมต้องโศกเศร้าระยะหนึ่งดังที่พระเจ้าเคยพูดกับซามูเอลใน 1ซามูเอล 16:1ว่า "...เจ้าจะคร่ำครวญเรื่องที่เราถอดซาอูลออกจากตำแหน่งกษัตริย์อิสราเอลไปอีกนานเท่าใด" พระเจ้าไม่ได้ให้เราลืมอดีต ที่จริงแล้วการโศกเศร้าถือเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา และเรายังควรสำรวจด้วยว่าปัจจุบันของเรายังมีผลกระทบมาจากอดีตอย่างไรบ้าง แล้วให้เราจัดการกับผลกระทบเหล่านั้นเสียเพื่อเราจะได้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีเสรีภาพ

ฉะนั้น ให้เรามาดูบริบทของฟีลิปปี 3 ก่อนเพื่อจะเข้าใจข้อ13 ได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ข้อหนึ่งลงมา เราได้เห็นเปาโลท้าท้ายคนที่"มั่นใจในเนื้อหนังร่างกาย" จนบอกว่าคนเหล่านี้เป็น "...พวกสุนัข ...พวกคนทำชั่ว ..." เป็นคำที่แรงแต่ก็บ่งบอกถึงความเลวร้ายของความเชื่อแบบนี้ ความเชื่อที่"มั่นใจในเนื้อหนังร่างกาย"ในที่นี้พูดถึงพวกที่เชื่อในการที่ร่างกายถูกทรมานอย่างที่พระคัมภีร์เรียก"พวกเชือดเนื้อเถือหนัง" พวกนั้นเชื่อว่าการกระทำของเขาจะทำให้พวกเขาเป็นคนชอบธรรมได้ อย่างที่เรารู้ว่าเปาโลเรียกคนที่สอนความเชื่อแบบนี้ว่าเป็น"สุนัข"และ"คนทำชั่ว" เปาโลได้ขยายความชั่วนี้รวมไปถึงการ"มั่นใจในเนื้อหนังร่างกาย" ที่เปาโลเคยมั่นใจและถือเป็นกำไร นั่นก็คือในอดีตเขาเคยยึดสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ความชอบธรรมกับตัวเอง เช่น การทำตามประเพณี การมีชาติตระกูล ตำแหน่ง ความเคร่งศาสนา เป็นต้น ฉะนั้นคำว่า 'เนื้อหนัง' จึงมีความหมายถึงท่าที กรอบความคิดและความเชื่อที่ว่าเราจะเป็นคนชอบธรรมได้โดยการพึ่งพาในสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่เราทำ  ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากการล้มลงของอาดัมคนแรกที่เลือกที่จะพึ่งตัวเองเพื่อได้เป็นคนชอบธรรม

เปาโลได้ประกาศอย่างชัดมากใน ฟิลิปปี 3:9 "...ตัวข้าพเจ้าเองไม่มีความชอบธรรมที่ได้มาโดยบทบัญญัติ มีแต่ความชอบธรรมที่ได้มาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าและได้มาโดยความเชื่อ" จากที่ได้เป็นคนชอบธรรม สิ่งที่มีค่าที่สุดที่เปาโลมองหาก็คือ "รู้จักพระคริสต์และมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ของพระองค์และร่วมสามัคคีธรรมในการทนทุกข์ของพระองค์ เป็นเหมือนพระองค์ในการสิ้นพระชนม์.." เปาโลบอกต่อในข้อ 12 ว่า "ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าได้ทั้งหมดนี้แล้วหรือได้รับการปรับปรุงให้เป็นคนดีพร้อมแล้ว แต่ข้าพเจ้ารุดหน้าไปเพื่อฉวยเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งไว้สำหรับข้าพเจ้าเมื่อทรงฉวยข้าพเจ้ามาเป็นของพระองค์" เปาโลก็ยังยืนยันว่าท้ังหมดเป็นพระเจ้าที่ได้ฉวยเขาไว้ ไม่ใช่เป็นผลที่มาจากการกระทำของเปาโลเอง สำหรับเปาโลเขาไม่มีอะไรที่เขาอวดได้ในความเป็นคนชอบธรรมด้วยตัวของเขาเอง ในความชอบธรรมนั้นเปาโลรู้ว่าเขาเป็นของพระองค์ แล้วในพระองค์นั้นเปาโลรู้ว่ายังมีอีกเยอะที่เขาจะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นในบริบทถึงข้อ 13 "....คือลืมสิ่งที่ผ่านมาและโน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า" สิ่งที่ผ่านมานั้นจึงหมายถึงกรอบความคิดและความเชื่อที่เปาโลเคยมี คือกรอบความคิดในการพึ่งตัวเองเพื่อให้ได้มาซี่งความชอบธรรม ไม่ได้หมายถึงความเจ็บปวดหรือเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตใดๆทั้งสิ้น ขอเป็นกำลังใจให้เรามีความเชื่อเหมือนเปาโลที่หยุดพึ่งตัวเองเพื่อได้มาซึ่งความชอบธรรม สิ่งสำคัญคือให้เราเชื่อในพระคุณ เพราะความเชื่อแบบเก่าของเปาโลนั้นถือเป็น (ข้อ18)"ศัตรูต่อไม้กางเขนของพระคริสต์" ก็คือการปฏิเสธการงานของพระเยซูบนไม้กางเขน


สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้เรามีท่าทีในความเชื่อเหมือนนักวิ่งที่ "รุดหน้าไปสู่หลักชัยเพื่อคว้ารางวัล” (ความชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์เพื่อรู้จักพระคริสต์)โดยไม่สนสิ่งที่อยู่ข้างหลัง (ความชอบธรรมโดยตัวเอง)

30 พฤษภาคม 2558

: อะไรคือบาป ?

คริสเตียนเราทั้งถูกสอนและทำให้เข้าใจมาเสมอว่าการเป็นคริสเตียนที่ดี หมายถึงคริสเตียนที่มีลักษณะหลายอย่าง ลักษณะหนึ่งที่สำคัญมากๆก็คือมีชีวิตที่ทำบาปน้อยหรือบางคนถึงขั้นที่กล้าบอกว่าไม่ทำบาปเลย คริสเตียนทั่วไปรวมทั้งผมด้วยที่เราพยายามกำจัดนิสัยบาปหรืออย่างน้อยบริหารความบาปของเราเพื่อไม่ให้เลยเถิด สุดท้ายเราก็ใช้ชีวิตและกำลังส่วนใหญ่ของเรามาพยายามควบคุมตนไม่ตกในความบาป ลองมาหยุดหน่อย... แล้วถามคำถามว่าจริงๆแล้วอะไรคือบาป แล้วไม้กางเขนกับการเป็นขึ้นมาของพระเยซูมีความหมายอย่างไรกับเราเมื่อเราทำบาปและเป็นคำตอบในการชนะนิสัยบาปของเราได้ไหม 

อย่างน้อยถ้าเราจะสู้กับใครให้เรามารู้ว่าคู่ต่อสู้เราเป็นใครก่อนและเขาเป็นอย่างไร  เพื่อที่เราจะสู้ได้อย่างชัดเจน อะไรคือบาปจึงเป็นคำถามที่เราควรถาม โดยทั่วไปเราจะเข้าใจว่าบาปคือการไม่เชื่อฟังพระเจ้าและทำผิดกฏของพระเจ้า ในความเป็นจริงเราก็ไม่รู้ว่ากฏอะไรของพระเจ้า จะเป็นกฏจากพระคัมภีร์เดิมเช่นบัญญัตสิบประการก็ไม่ใช่ เพราะพระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่าถ้าเราถือกฏบัญญัตเราก็ต้องถือทุกข้อ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่เ พราะไม่เคยเจอหรือได้ยินใครสอนให้ใส่ชุดปุโรหิต เป็นต้น หรือถ้าอย่างนั้นคือกฏทางด้านจริยธรรมและศีลธรรมของสังคมหรือเปล่า แต่แล้วทุกวัฒนธรรมกับสังคมของมนุษย์ก็แตกต่างจากกันและกัน เช่น บางประเทศการดื่มเปียร์ก็ไม่บาป แต่บางประเทศก็ถูกประนามว่าบาป เพราะฉะนั้นให้เรากลับไปดูอาดัมกับเอวาที่มนุษย์ทำบาปครั้งแรก ดูกันแบบตรงๆเลยว่าอะไรคือบาป

จากที่มนุษย์ได้ทำไปนั้น ก็ดูเหมือนมีขั้นมีตอนที่เป็นองประกอบร่วมกันในความเป็นบาป สิ่งแรกคือเชื่อมาร จากนั้นมนุษย์ก็เลือกที่ปฏิเสธความเป็นตัวตนที่พระเจ้าบอกว่าดีอยู่แล้ว นี่ก็เหมือนกับตัดจากแหล่งชีวิต แล้วหันมาพึ่งพาการกระทำของตัวเองเพื่อให้ตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น บวกกับผลแห่งการรู้ดีรู้ชั่วที่เขากินเข้าไป เราต่างถึอสิทธิมาพิพากษาความดีความชั่วหรือเป็นผู้ตัดสินเองว่ามนุษย์คนไหนดีพอจากการกระทำของเขา เพราะฉะนั้นกร อบความคิดและการกระทำที่เป็นผลจากความคิดนี้ก็คือบาป

จากตรงนี้เราจึงเข้าใจได้ว่าทุกครั้งที่เราทำบาป เราถูกหลอกอยู่ แม้เราจะรู้สึกดีกับมันอย่างที่เอวาบอกว่าผลนั้นดูไปก็ช่างมีความสุข อารมณ์ของเรากำลังบอกว่าสิ่งที่เราเชื่อและทำอยู่นี้มันช่างเป็นจริงและให้คุณค่ากับตัวเอง จากเหตุการณ์ในพระคัมภีร์มารหลอมนุษย์ที่ความคิดเพื่อให้เกิดอารมณ์ คำพูดทั้งหมดของมารไม่ใช่ความจริง แต่เป็นการบิดเบือนความจริงที่ฟังแล้วเหมือนความจริงแต่ก็ไม่ใช่ความจริง และเป็นคำพูดที่หันให้เราออกจากพระเจ้ามาจดจ่อตัวเองเพื่อจะได้อะไรดีๆ แม้ในความจริงพระเจ้าเป็นผู้เดียวที่ให้คุณค่าและสิ่งดีๆกับมนุษย์ ในความไร้เดียงสา มนุษย์เชื่อสิ่งที่มารพูดและปล่อยให้ความคิดเข้ามากระตุ้นอารมณ์อยากและสุดท้ายก็เกิดการกระทำตามมา

ดูเหมือนมีสองสิ่งที่สามารถช่วยเราหลุดจากการหลอกลวงได้ นั่นก็คือการรู้ว่าเราเป็นใครในพระเจ้าบวกกับความจริงที่มาจากพระเจ้า ยิ่งพวกเราที่เชื่อพระเยซูที่ได้เป็นขึ้นมานั้น เราได้รับการไถ่จากพระองค์ด้วย การไถ่นี้ทำให้ตัวตนเก่าของเราตายไปพร้อมกับพระเยซูบนไม้กางเขน และข่าวดีคือเราได้ร่วมกับพระเยซูที่เป็นขึ้นมาเป็นตัวตนใหม่ในเรา ไม่ใช่ตัวเก่ามีโอกาสใหม่หรือตัวเก่ามีโอกาสใหม่และมีผู้ช่วยอยู่ด้วย ทั้งสองแบบหลังนี้ไม่ใช่ข่าวดีเพราะยังขึ้นอยู่กับตัวเก่าของเรา แต่ข่าวดีจริงๆคือเราได้เกิดใหม่ เรามีตัวตนใหม่และตัวตนใหม่นั้นคือพระคริสต์อยู่ในเรา เราจึงมีความหวังว่าเราจะเหมือนพระเยซูได้ เราจึงมีค่าอย่างมากเพราะพระคริสต์ในเราที่เราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไปทำอะไรมาเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองอีกต่อไป เราดีพอเสมอเพราะพระคริสต์ที่อยู่ในเรา ในพระคัมภีร์บอกว่า"จงบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์" พระคำตอนนี้เพียงประกาศให้เรารู้ว่าเราบริสุทธิ์แล้วเพราะพระเยซู ฉะนั้นให้เรารู้ว่าเราคือใครเพราะผู้ใด แล้วให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติใหม่ของเรา 

ความจริงในตัวมันเองมีพลังมหาศาลที่สามารถฆ่าหรือให้ชีวิตก็ได้ สามารถผูกมัดหรือทำให้เราเป็นไทก็ได้ ความจริงจะทำงานและขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เราทำได้แค่เพียงตอบรับต่อมันอย่างที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า"ความจริงทำให้เราเป็นไท" เรามีแต่ยอมรับความจริงและพลังของมัน คำถามมีอยู่ว่าความจริงเหล่านี้จะเป็นความจริงในชีวิตเราได้อย่างไร ในความเป็นมนุษย์เราก็คงทำได้อย่างเดียวตามอย่างยอห์น3:16 คือเชื่อ!!


ดังนั้น จากสิ่งที่พระเยซูได้ทำสำเร็จบนไม้กางเขนและการเป็นขึ้นมาของพระองค์  ผู้เชื่อทุกคนตามที่เปาโลเรียกว่าธรรมิกชน หมายความว่าเราทุกคนต่างก็เป็นคริสเตียนที่ดีโดยการงานของพระเยซู ไม่ใช่เพราะเราเอง 

19 สิงหาคม 2557

: พี่ชายคนโต


วันนี้ได้อ่านอุปมาบุตรน้อยหลงหายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใส่ใจดูแต่เรื่องของพี่ชายคนโต ก็ได้พบบางอย่างที่น่าสนใจมาก ...

พอเขารู้ว่าพ่อฆ่าโคที่ขุนไว้มาเฉลิมฉลองให้น้องชาย พี่ชายก็โกรธมากถึงขั้นไม่ยอมเข้าบ้านไปร่วมงาน คุณพ่อก็ยอมออกมาคุยและอธิบายให้ฟัง ลูกคนโตพูดอย่างชัดเจนว่าเขาโกรธเพราะที่ผ่านมาเขาได้ทำอย่างทาส และ เชื่อฟังพ่อ มาตลอด แต่พ่อไม่เคยล้มวัวมาให้เขาเฉลิมฉลองกับเพื่อนเลย สำหรับลูกคนนี้เขาเข้าใจว่าเขาต้องทำและเชื่อฟังก่อนที่เขาจะได้อะไรจากพ่อ เขามองพ่อเป็นแหล่งทรัพย์ที่จะให้และตอบสนองเขา ซึ่งไม่แตกต่างอะไรจากน้องชายเลย มีเพียงแต่วิธีเรียกร้องเท่านั้นที่ต่างกัน
ลูกคนนี้มองการทำงานให้พ่อและการเชื่อฟังว่าเป็นสิ่งที่พ่อต้องการและเรียกร้องให้เขาทำ เขามองว่านั่นเป็นสัญญลักษณ์ของลูกที่ดีที่ควรจะเป็น เป็นการนำไปสู่การยอมรับและการชื่นชมจากพ่อผ่านรางวัลที่จะได้ สำหรับเขาการเฉลิมฉลองจึงเท่ากับเป็นการเฉลิมฉลองผลงานที่เขาได้ทำมา ลูกคนนี้เลยมีแต่ความโกรธกับงานฉลองที่จัดให้น้อง เพราะน้องไม่ได้ทำอะไรที่สมควรและก็ไม่เชื่อฟังจนถึงขั้นเอาแต่ใจตัวเอง ส่วนเขาเองที่ผ่านมามีแต่ตั้งใจทำงานและทำอย่างทาส แต่ไม่เคยมีงานฉลองให้กับตัวเขา งานฉลองของน้องกำลังบอกว่าพ่อไม่เห็นคุณค่ากับสิ่งที่เขาได้ทำไป จึงโกรธพ่อ

คำพูดของพ่อน่าสนใจมาก สิ่งแรกที่พ่อพูดคือการยืนยันว่าพ่ออยู่กับลูกเสมอ นั่นหมายความว่าลูกคนโตนี้ไม่รู้หรือไม่แน่ใจในสิ่งนี้เลยหรือแม้เขาอยู่ในบ้านกับพ่อมาตลอด ขยันทำงานและตั้งใจเชื่อฟังพ่อเสมอ ทำให้เราเข้าใจได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่อยู่บนพื้นฐานของการกระทำและการเชื่อฟังเป็นหลักเพื่อให้ได้การยอมรับและได้คุณค่านั้น จะไม่มีความสนิทสนม ลูกจะรู้สึกว่าเขายังทำไม่พอหรือยังเชื่อฟังไม่พอ น่าจะทำมากกว่าเดิมหรือเชื่อฟังมากกว่าเดิม เขาเข้าใจผิดว่าการยอมสูญเสียทุกอย่างถึงขั้นเป็นทาสนั้นเป็นสิ่งดีเลิศ จนมาถึงวันหนึ่งเขาก็ลืมไปว่าความเป็นลูกเป็นอย่างไร แต่ความเข้าใจทั้งหมดนี้กำลังผลักเราห่างออกไปจากพ่อ (กาลาเทีย 5:4)
สิ่งที่สองที่พ่อพูดคือทุกอย่างที่เป็นของพ่อก็เป็นของลูก ท่าทีและความเข้าใจของลูกคนโตต่อพ่อแบบนี้ทำให้เขาลืมสิทธิ์ของความเป็นลูก เพราะในความเข้าใจของเขานั้นทุกอย่างได้มาจากการกระทำและการเชื่อฟัง ลืมไปเลยว่าความเป็นลูกที่แท้จริงไม่ได้มาด้วยการทำงานแลกเปลี่ยนหรือจากการเชื่อฟัง เมื่อเราเริ่มใช้ชีวิตอย่างทาสแทนที่จะเป็นลูก เราก็หลงจากพ่อและห่างจากความเป็นลูก
ดูแล้วคนโตก็หลงหายเหมือนกัน แต่ถ้าจะเลือกว่าใครอาการหนักกว่ากันระหว่างสองพี่น้องนี้ ... คงต้องเป็นตัวพี่เพราะเขายังมีแรงที่พึ่งพาตัวเองต่อได้ ยังอวดผลงานของตัวเองได้ ในขณะที่ตัวน้องนั้นแทบจะไม่เหลืออะไรที่จะพึ่งตัวเองได้เลย สภาพของน้องได้ช่วยพาเขากลับมาหาพ่อและกลับมาเป็นลูกอีกครั้ง

2 มิถุนายน 2557

: คนที่ถูกรัก



เราจะถูกสอนเสมอว่าให้รักคนอื่น ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
แม้การใช้ของประทานพระคัมภีร์ก็ให้เราอยู่บนเส้นทางแห่งความรัก แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้เรารักพระเจ้า ไม่ใช่รักธรรมดาด้วย ให้รักด้วยสุดจิตสุดใจสุดกำลัง การให้ความรักกับคนหรือให้กับพระเจ้านั้นไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย บางเวลาเหมือนกับต้องตายต่อตัวเอง และบางครั้งดูเหมือนยิ่งยากขึ้นโดยเฉพาะเวลาที่เราเจอคนที่ไม่น่ารัก แต่ในหลายๆครั้งเราก็เห็นหรือได้ยินถึงผลกระทบของความรักที่ให้ออกไปสามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งหรือสถานการณ์หนึ่งได้ รักที่ให้ออกไปนั้นเป็นการปล่อยพลังมหาศาล คำถามคืออะไรที่ทำให้คนๆหนึ่งสามารถให้ความรักออกไปได้  อะไรที่สามารถให้คนหยุดคิดถึงตัวเอง พูดคำที่ไม่เคยพูด ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ไปที่ที่ไม่เคยไป รู้สึกถึงความเจ็บปวดของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเอง พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย ทั้งหมดเพื่อเขาจะได้เอาความรักไปถึงคนอื่น อะไรที่อยู่เบื้องหลัง อะไรที่ทำให้คนเป็นอย่างนี้ได้ อะไรทำให้คนหนึ่งให้ความรักออกไปได้

บางครั้งเราลืมเหตุผลง่ายๆที่ว่าถ้าเราจะให้อะไรออกไปเรามีแต่ให้สิ่งที่เรามี เราไม่สามารถให้สิ่งที่เราไม่มีออกไปได้ พระคัมภีร์บอกว่า"เรารักเพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน" คนเราไม่สามารถให้ความรักออกไปได้ถัาเขาไม่เคยรับความรักมาก่อน การได้รับความรักคือการถูกรัก การถูกรักทำให้คนนั้นรู้จักว่าความรักคืออะไร มีรูบแบบอย่างไรและมีพลังมากแค่ไหน พอพูดถึงความรักก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเป็นหญิงชั่ว หญิงนี้มางานเลี้ยงแม้ไม่ได้ถูกเชิญ แต่เธอเลือกที่จะมา เพื่อมาให้ความรักกับพระเยซูท่ามกลางสายตาที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ท่ามกลางบรรยากาศที่อันตรายในหมู่ผู้ชายที่มีฐานะและอำนาจ กลุ่มคนที่ไม่ใช่แค่ตัดสินเธออย่างเดียวแต่พร้อมที่จะพิพากษาและลงโทษเธอได้เสมอ อะไรทำให้เธอเดินผ่านสภาวะอย่างนี้ไปได้ อะไรทำให้เธอมั่นใจว่าพระเยซูจะต้อนรับเธอในขณะคนอื่นรังเกียจเธอ อะไรทำให้เธอเดินข้ามความกลัวและความอายของเธอ ยิ่งไปกว่านั้นเสรีภาพที่เธอมีในการแสดงความรักให้กับพระเยซูนั้น มันช่างสวยงาม ทำให้เราเห็นถึงหัวใจของการนมัสการที่มีพระเยซูเป็นศูนย์กลาง ที่เราไม่สนตัวเอง ที่เราให้ทุกอย่างออกไปและให้อย่างฟุ่มเฟือย อะไรทำให้เธอเป็นอย่างนี้ได้ 
ไม่ใช่แค่ทำ แต่เป็น 

ในพระคัมภีร์บอกว่ามีสิ่งหนึ่งที่สามารถกำจัดความกลัวได้ สิ่งนั้นก็คือความรักที่สมบูรณ์ ใน 1ยอห์น4:8 บอกว่าในความรักนั้นไม่มีความกลัว ซึ่งเราเห็นชัดมากจากที่พระเยซูอธิบายว่าหญิงนี้รักมากเพราะเธอได้รับการอภัยมาก การให้อภัยคือส่วนหนึ่งของความรัก ดูใน1เปโตร4:8 "ความรักลบความผิดบาปโดยการให้อภัย" เพราะฉะนั้นพลังที่ขับเคลื่อนหญิงนั้นคือการถูกรักจากพระเยซู 

   เมื่อคนหนึ่งถูกรัก 
   ความรักจะทำให้คนนั้นรู้สึกมีคุณค่า 
   อิ่มและไม่ขัดสน ...

และเมื่อคนนั้นได้สัมผัสว่ามีใครอีกคนหนึ่งต้องการความรักเหมือนในอดีตที่เขาเคยแสวงหา เวลานั้นเองที่คนนี้ก็จะสามารถให้ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขออกไปเพราะเขาให้จากสิ่งที่เขามี ซึ่งแตกต่างจากการให้ความรักเพื่อหวังจะได้ความรักหรือผลประโยชน์กลับคืนมา


การถูกรักนั้นเป็นแหล่งกำเนิดพลังอันมหาศาล เราที่เป็นคริสตจักรบางครั้งคงต้องคิดใหม่ คือแทนที่จะจดจ่อผลักดันตัวเองและคนอื่นๆไปรักพระเจ้าซึ่งหลายครั้งก็ทำให้รู้สึงฟ้องผิดและไม่ดีพอ แต่ให้เราเป็นกำลังใจต่อกันและกันในความรักที่พระเจ้าได้ให้กับเราผ่านการตายและการเป็นขึ้น ให้เราอธิษฐานที่ไม้กางเขนจะเป็นความจริงมากขึ้นในชีวิตของเรา และให้เราสอนเทศนาหรือแบ่งปันเรื่องไม้กางเขนและการเป็นขึ้น เพื่อที่เราจะรู้เสมอว่าเราถูกรักแล้ว และให้ความรักนั้นทำงานในเรา และสุดท้ายเพื่อเราจะปลดปล่อยพลังมหาศาลออกไปโดยการให้ความรักแก่คนอื่นและพระเจ้า

การตายของพระเยซูบนไม้กางเขนได้บอกว่าเราทุกคนถูกรักอย่างตลอดกาล เหตุฉะนั้นให้เราใช้ชีวิตที่พร้อมจะให้ความรักหรือพลังมหาศาลนี้ออกไปจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก


3 พฤษภาคม 2557

: การมีชีวิตคือพระคริสต์


วันนี้ขอเขียนเรื่องพระคัมภีร์ฟิลิปปี 1:21 พูดตรงๆ ผมก็ท่องพระคัมภีร์ข้อนี้มาตั้งแต่เชื่อพระเจ้าเมื่อนานมาแล้ว ภาษาไทยที่ใช้คำแปลว่า "เพราะสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร" เมื่อก่อนผมก็นำไปใช้แบบคำต่อคำครับ และผู้นำคริสตจักรส่วนมากก็นำมาสอนแบบแปลตามตัว ประมานว่าพระเจ้าเป็นจอมกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และเราเป็นคนรับใช้ (บางคนอาจใช้คำว่าทาส หรือผู้รับใช้) ซึ่งใจความหลักที่เขาสอนๆกัน คือเราต้องเสียสละนู่นนี่นั่นส่วนตัว ต้องทุบตีเนื้อหนัง คุมตัวเองสุดๆ เพื่อเป็นการปรนนิบัติพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผมก็ทำตามนั้นมาได้เกือบ 20 ปีครับ ถามว่ามองย้อนกลับไปเป็นไงบ้าง จะอธิบายอยู่นี่ไง

ตอนนี้มุมมองเรื่องพระเจ้าที่เป็นพ่อที่รัก และความเข้าใจในพระคัมภีร์ข้อนี้ของผมเปลี่ยนไปเยอะมากครับ บอกตรงๆเลยครับว่าที่ผ่านมามันยากมากในการดำเนินชึวิตแบบคนรับใช้ของพระเยซู คำถามคือพระเยซูมาตายบนไม้กางเขนให้ผมกลายเป็นคนงานที่ทำงานหนักให้พระเจ้างั้นหรือ ฟังแล้วแปลกๆนะ ที่ถูกต้องเป็นพระเยซูมาตายเพื่อให้เราคืนดีกับพระเจ้าและกลายเป็นลูกก็ไม่ใช่หรือครับ

คืออย่างนี้ครับ ผมจะบอกเลยครับว่ามุมมอง ที่หลายคนที่นี่พบคือว่าภาษาไทยเขียนผิด เชื่อไม่เชื่อเห็นด้วยไม่เห็นด้วยมาดูกัน ไม่ว่ากัน ออกตัวนิดหนึ่งว่าเคยเรียนภาษากรีกและฮีบรูมาแต่ก็นานมากแล้ว ลืมแล้วด้วย แต่ลองดูที่ผมหามาจากพจนานุกรมกรีกโบราณที่เขาเรียกกันว่า Greek Lexicon


ในการแปลภาษาโบราณผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องเปรียบเทียบรูปประโยคที่คล้ายกันกับเอกสารโบราณอื่นๆที่เขียนในยุคเดียวกันเพื่อให้ได้ความหมายที่ถูกต้องที่สุด เพราะภาษาโบราณมีโครงสร้างไม่เหมือนภาษาที่ใช้ในปัจจุบัน และไม่มีใครที่รู้มีชีวิตอยู่มาอธิบาย ดังนั้นการแปลจึงต้องตรวจเช็คและเปรียบเทียบกับเอกสารอื่นๆที่ใช้รูปประโยคเดียวกัน

จากการแปลตามตัวของภาษากรีกโบราณจะได้ว่า "การมีชีวิตอยู่พระคริสต์ และการตายกำไร" เป็นประโยคที่คนปัจจุบันอ่านไม่เข้าใจเพราะดูเหมือนกริยาหลักหายไป สิ่งต่อมาที่ผู้เชียวชาญเขาทำกันเพื่อจะเข้าใจความหมายของประโยคนี้คือ นำประโยคนี้ไปเปรียบเทียบกับเอกสารภาษากรีกอื่นๆที่เขึยนในสมัยเดียวกันว่าความหมายใดถูกต้องที่สุด ผลลัพท์ที่ได้กันมาคือ "การมีชีวิตอยู่(คือ)พระคริสต์ และการตาย(คือ)กำไร"

ก็ได้ข้อสรุปเป็นตามที่ภาษาอังกฤษแปลไว้เลยครับ ใครเก่งกรีกจะว่าเป็นอย่างอื่นก็ตามใจครับ ผมตามที่เขาแปลกันมาแล้วและกำลังจะบอกว่าคำแปลภาษาไทยมีปัญหาครับ ทำให้มุมมองเรื่องพระเจ้ากับเราเปลี่ยนจากลูกเป็นทาสครับ

เอากันตรงๆนะครับพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษ "For to me, to live is Christ and to die is gain แปลว่า สำหรับฉันการมีชีวิตอยู่คือพระคริสต์ และการตายคือกำไร" ภาษาจีนข้อเดียวกัน "因我活着就是基督,我死了就有益处 แปลว่า เพราะว่าฉันมีชีวิตอยู่ก็คือพระคริสต์ ฉันตายไปแล้วก็ได้กำไร" เห็นด้วยกับผมไหมครับว่าภาษาไทยแปลไม่เข้าพวก จีนกับอังกฤษเขาแปลหลักๆว่า "ฉันมีชีวิตอยู่คือพระคริสต์" ไม่ใช่ "ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริส" ใจความแรกคือเรากลายเป็นเหมือนพระคริสต์เลย ใจความที่สองคือเรากับพระคริสต์เป็นคนละคนกันเราและต้องพยายามเพื่อพระเจ้า ต่างกันมากนะครับ ผมดำเนินชีวิตแบบที่สองมานานมันลำบากมากครับ แต่ถ้าพระคริสต์อยู่ในเราและเรากลายเป็นเหมือนพระคริสต์ในเรา การดำเนินชีวิตมันไม่ต้องพยายามครับ แค่เอาพระคริสต์ออกมา

โคโลสี 2: 9-10 “เพราะในพระคริสตืพระลักษณะทั้งสิ้นของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ในพระกายของพระองค์ และท่านได้รับความบริบูรณ์ในพระคริสต์ผู้ทรงเป็นศรีษะ...” แปลว่าอะไรครับ แปลว่าพระคริสต์อยู่ในเราแล้วและพระลักษณะของพระเยซูที่เป็นพระเจ้าก็อยู่ในเราแล้ว โคโลสี 3 บอกว่าพระคริสต์อยู่ในเราและตัวเก่าของเราตายแล้ว

ถ้าให้ผมอ่านใหม่ฟิลิปปี 1:21 ก็จะขอแปลดื่อๆว่า “สำหรับข้าพเจ้าการมีชีวิตอยู่ก็คือพระคริสต์ การตายก็ได้กำไรไม่ว่าแต่ละวันเราอยู่ในสภาพไหนพระคริสต์ที่อยู่ในเราจะเป็นคนเปลี่ยนเราจากข้างใน ไม่ต้องพยายามด้วยตัวเอง

พูดถึงตรงนี้คนไทยชอบถามว่าต้องทำอย่างไรต่อ ผมก็เคยถาม ตอบสั้นๆว่า “เชื่อว่าพระคริสต์อยู่ในเรา” สิครับ การดำเนินชีวิตของเราก็เอาพระเยซูข้างในออกมา

ก็ขออวยพรทุกท่านที่จะรู้และเชื่อครับว่าพระคริสต์อยู่ในเรา ลักษณะของพระองค์บริบูรณ์ในเราแล้ว นี่คือข่าวประเสริฐที่เปาโลกล่าวถึง ชีวิตเราแค่เชื่อและดำเนินชีวิตให้พระคริสต์ออกมา

5 เมษายน 2557

: "สะบาโต" ตำนานในอดีต





ก็นึกอยากจะเขียนเกี่ยวกับคำนี้แหละนะ คนที่เชื่อพระเจ้าได้ระยะหนึ่งก็จะได้ยินโบสถ์อื่นๆเรียกวันอาทิตย์เป็น "วันสะบาโต" เป็นวันที่นู่นนี่นั่น  มันคืออะไรกันแน่ หลายคนยังไม่รู้ดิว่ามันคืออะไร เป็นวันพิเศษหรือ อ้าวไหนบอกว่าพอพระเยซูมาทุกวันพิเศษเหมือนกัน ขอพูดความคิดของตัวเองนิดนึงนะ เพราะพบว่าบางคนทำหน้างงๆในเรื่องนี้ บางคนไม่กล้าระบุว่ามันเกี่ยวกับแผ่นดินพระเจ้ายังไง เห็นหลายคนเขานับถือกันก็ไม่อยากแตกต่างซะงั้น เอางี้ ตรงๆ เขียนเว็บไม่เก่ง จัดตัวหนังสือไม่เเป็น ไม่ว่ากันนะเอาที่เนื้อหาละกัน จะพูดสิ่งที่เข้าใจแบบตรงๆ

1. "สะบาโต" แปลว่า"พัก" เริ่มต้นด้วย ปฐมกาล 2:2 พระเจ้าสร้างโลกเสร็จใน 6 วันและวันที่ 7 เริ่มต้นการพักผ่อนและดำเนิน จนกระทั่งอาดัมและเอวาล้มลงในบาป ต้องถูกขับออกจากสวนเอเดน (ต้องออกมาทำงานซะงั้น) พระเจ้าสัญญาว่าจะนำเขากลับมา (สู่การพัก


2. ชนชาติอิสราเอลรู้ตัวว่ามนุษย์หลุดจากการครอบครองของพระเจ้า และมีคำพยากรณ์มากมายที่พระเจ้าบอกว่าคนอิสราเอลจะกลับเข้าสู่ดินแดนพระเจ้าอีกครั้ง หรือเข้าสู่การพักอีกครั้ง ต่อมาคนอิสราเอลตกเป็นทาสในอียิป 400 ปีและพระเจ้านำเขาออกมาจากอียิป ก็ช่วงนี้แหละครับที่โมเสสประกาศให้มีวันที่เรียกว่า"วันสะบาโต" ให้หยุดการทำงานเป็นวันพักผ่อนที่มาจากพระเจ้า ต่อมาโยชูวานำกองทัพไร้พ่ายตะลุยเข้าสู่คานาอัน ยึดดินแดนแห่งพระสัญญา และเริ่มต้นการปกครอง


3. คนอิสราเอลสมัยโยชูวาเข้าใจว่า การที่กองทัพโยชูวาเข้าครอบครองคานาอันได้สำเร็จเป็นการที่อิสราเอลกลับสู่แผ่นดินพระเจ้าแล้ว แต่ ฮีบรู 4:8-9 "เพราะถ้าโยชูวาได้ให้เขาเข้าสู่การพักสงบ พระเจ้าก็คงไม่ต้องตรัสถึงอีกวันหนึ่งในภายหลัง สะบาโตแห่งการพักสงบสำหรับประชากรณ์ของพระเจ้าจึงบังคงอยู่ " ชัดปะ ระบุชัดว่าเรื่องการเข้าสู่การพักของโยชูวาไม่ใช่ของแท้แต่สะท้อนถึงวันที่จะมาภายหลังซึ่งคือพระเยซู(โยชูวาเป็นภาพของพระเยซู) เป็นวันที่ผู้เชื่อทุกคนจะได้พัก


4. มาดูจุดหมายที่ตอนนั้นพระเจ้าให้มีสะบาโตนะ เอเสเคียล 20:12 บอกว่า"เราได้มอบวันสะบาโตแก่พวกเขา เป็นหมายสำคัญระหว่างเราทั้งสองผ่าย เพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าเราผู้เป็นพระยาเวย์ได้ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์" ชัดไหมครับว่าวันสะบาโตในพระคัมภีร์เดิมเล็งไปถึงหรือเป็นเครื่องมือให้อิสราเอลระลึกกว่าพระเจ้าทำให้เขาบริสุทธ์ และจริงๆเล็งถึงอนาคตด้วยว่าพระเยซูทำให้มนุษย์บริสุทธิ์


5. ข่าวดีมันอยู่ตรงนี้ครับ โคโลสี 2:16-17 "เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาตัดสินท่านจากสิ่งที่ท่านกิน หรือดื่มหรือเกี่ยวกับเทศกาลทางศาสนา ไม่ว่าวันฉลองขึ้นหนึ่งค่ำหรือวันสะบาโต สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของสิ่งที่จะมาภายหลัง ส่วนความจริงแท้พบอยู่ในพระคริสต์" คืองี้ครับ ชัดๆนะ วันสะบาโตเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อคนอิสราเอลจะได้รู้ว่าพระเจ้าจะเป็นผู้ทำให้เขาบริสุทธิ์ (หมายถึงการมาของพระเยซู) กฎเกณท์เรื่องวันสะบาโตถูกออกแบบเพื่อเตรียมรับการมาของพระเยซู ทันทีที่พระเยซูลงมาเกิด เครื่องมือนี้ที่เรียกว่าวันสะบาโตเสร็จสิ้นภาระกิจของมันทันทีและถูกปลดประจำการ ก็สามารถบอกได้ว่ายกเลิกและไม่ต้องทำต่อไป เพราะสะบาโตในอดีตเป็นเงาสะท้อนถึงการมาของพระเยซู ซึ่งคือการพักที่แท้จริง พระเจ้าผู้ตายเพื่อให้เราบริสุทธิ์ และการมาของพระเยซูทำให้วันสะบาโตสิ้นสุดภาระกิจของมัน


6. ข่าวดีที่สองครับ พระเยซูที่ "สะบาโตในอดีต" เล็งถึงได้ลงมาแล้วเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ฮีบรู 12: 18-29 บอกว่าเราได้มาถึงนครของพระเจ้าแล้ว และกำลังรับอาณาจักรที่ไม่สั่นคลอน การพักผ่อนได้เริ่มขึ้นแล้ว แผ่นดินพระเจ้าได้เข้ามาแล้ว สะบาโตตัวแม่คือแผ่นดินพระเจ้าได้มาแล้ว ปีแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มแล้ว คนที่เหนื่อยเข้ามาแล้วจะหายเหนื่อย กฎเกณท์เรื่องสะบาโตในอดีตถูกยกเลิก ทุกวันกลายเป็นวันของพระเจ้า หรือพูดง่ายๆว่ายุคสะบาโตเริ่มแล้ว จนกว่าพระเยซูจะกลับมาเราทุกคนจะเข้าสู่การพัก กลับสู่สถาพเดิมที่เราร่วงหล่นมา พระเจ้าเป็นผู้ทำให้เราบริสุทธ์


ตำนานวันพิเศษกลายเป็นอดีตและจบลงที่พระเยซูและเราอยู่ในยุคที่ตำนานพิเศษนี้เล็งถึง

จบดื้อๆไปล่ะ