28 เมษายน 2559

:ใช้ชีวิตให้ถูกยุค.. The Intro

บทนำ

เวลาของโลกเรานั้นถูกแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ บางครั้งก็แบ่งตามเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อโลก เช่นสงครามโลกครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ตามที่ประวัติศาสตร์ได้แบ่งเป็นยุคก่อนสงครามโลก ช่วงสงคราม และหลังสงคราม สังคมของแต่ละยุคได้เปลี่ยนไปตามผลกระทบของเหตุการณ์นั้น หลังสงครามวิถีชีวิตของคน ความสัมพันธ์ ภาษา การแต่งกาย การอยู่อาศัย อาหารการกิน ก็แตกต่างจากยุคช่วงสงคราม และยุคก่อนสงคราม ทั้งหมดก็เพราะผลกระทบจากสงครามนั้นรุนแรงถึงขั้นที่มนุษย์และสังคมต้องเปลี่ยนไป แต่ถ้าใครก็ตามไม่ยอมรับหรือไม่รู้ว่ายุคใหม่ได้เกิดขึ้น ชีวิตคงจะสับสนไม่น้อย 

พระคัมภีร์บอกไว้ว่าเวลาของโลกมนุษย์ได้แบ่งเป็นสองยุคใหญ่ๆ คือยุคพันธสัญญาเก่า กับยุคพันธสัญญาใหม่

เยเรมีย์ 31:31-32 'องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เวลานั้นจะมาถึง เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่ กับพงศ์พันธุ์อิสราเอล และกับพงศ์พันธุ์ยูดาห์ เป็นพันธสัญญาซึ่งไม่เหมือนพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา เมื่อเราจูงมือพวกเขานำออกมาจากดินแดนอียิปต์ เพราะพวกเขาละเมิดพันธสัญญาที่ทำไว้กับเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นเจ้านายของพวกเขา”องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น' 

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจากพันธสัญญาเก่าสู่พันธสัญญาใหม่ และจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาใหม่นั้นล้วนเป็นผลกระทบจากชีวิตของพระเยซู โดยเฉพาะจากการตายบนไม้กางเขนและการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู  

ฮีบรู 9:11-15 "เมื่อพระคริสต์ทรงมาในฐานะมหาปุโรหิตแห่งสิ่งประเสริฐต่างๆ ซึ่งได้มาถึงแล้วพระองค์ทรงผ่านเข้าสู่พลับพลาที่ยิ่งใหญ่กว่าและสมบูรณ์กว่า ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ กล่าวคือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทรงสร้างนี้ 
12 พระองค์ไม่ได้ทรงเข้าไปด้วยเลือดแพะหรือเลือดวัว แต่พระองค์ทรงเข้าไปสู่อภิสุทธิสถานด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพียงครั้งเดียวเป็นพอและได้การไถ่บาปชั่วนิรันดร์มา

13 เลือดแพะเลือดวัวหรือเถ้าถ่านจากวัวตัวเมียที่ประพรมลงบนผู้มีมลทินตามระเบียบพิธีได้ชำระเขาให้บริสุทธิ์ เพื่อเขาจะสะอาดภายนอก 
14 แล้วยิ่งกว่านั้นสักเพียงใดพระโลหิตของพระคริสต์ผู้ถวายพระองค์เองอย่างปราศจากตำหนิแด่พระเจ้าโดยทางพระวิญญาณนิรันดร์ ย่อมชำระจิตสำนึกของเราจากการกระทำอันนำไปสู่ความตาย เพื่อเราจะได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่!

15ด้วยเหตุนี้พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ เพื่อบรรดาผู้ที่ทรงเรียกนั้นจะได้รับมรดกนิรันดร์ซึ่งทรงสัญญาไว้ เพราะพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เป็นค่าไถ่เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากบาปซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาแรก"

ฮีบรู 7:12-16 "เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบอบปุโรหิตก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติด้วย 
13 พระองค์ผู้ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้บ่งถึงนั้นมาจากตระกูลอื่น และไม่มีใครจากตระกูลนั้นเคยปรนนิบัติที่แท่นบูชา 
14 เนื่องจากเห็นชัดเจนอยู่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงสืบสายจากตระกูลยูดาห์ ซึ่งเป็นตระกูลที่โมเสสไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงเลยในเรื่องปุโรหิต 
15 และสิ่งที่เราได้กล่าวนั้นจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นถ้าปุโรหิตอีกผู้หนึ่งเฉกเช่นเมลคีเซเดคปรากฏขึ้น 
16 ผู้ที่เป็นปุโรหิตโดยไม่ได้อาศัยกฎระเบียบการสืบทอดตามบรรพบุรุษของเขา แต่โดยอาศัยอานุภาพแห่งชีวิตซึ่งไม่อาจทำลายได้ " 

พระเยซูเป็นมหาปุโรหิตที่ไม่ได้มาตามกฎระเบียบการสืบทอดตามบรรพบุรุษ คือพระเยซูมาจากตระกูลยูดาห์ไม่ใช่ตระกูลเลวี ฉะนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเดิมสู่ระบอบพันธสัญญาใหม่ ฮีบรู 8:13 "โดยการตรัสเรียกพันธสัญญานี้ว่า “พันธสัญญาใหม่” พระองค์ทรงทำให้พันธสัญญาแรกพ้นสมัยไป สิ่งที่พ้นสมัยหรือเก่าย่อมจะสูญสิ้นไปในไม่ช้า"

เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากที่เราต้องรู้ว่าชีวิตของพระเยซูขณะอยู่บนโลก พร้อมกับการตายและการเป็นขึ้นของพระเยซูมีผลกระทบอย่างไรกับเรา และพันธสัญญาเก่ากับใหม่แตกต่างกันอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเราจะสามารถใช้ชีวิตให้ถูกยุค ไม่สับสน แต่มีพลังตามที่พระเจ้าได้บอกไว้ในพันธสัญญาใหม่ 

ครั้งต่อไปเราจะเริ่มมาทำความเข้าใจประเด็นต่างๆข้างต้น และหวังว่าทุกคนจะแสดงความคิดเห็นต่อทุกบทความ รวมถึงบทความนี้ด้วย เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในผู้เชื่อทุกคน ทุกความคิดเห็นจึงเป็นประโยชน์ และมีความหมาย ..... 



5 เมษายน 2559

:ไม่รู้จักที่อยู่พ่อ.. จะไปได้อย่างไร?


ก่อนพระเยซูถูกตรึงบนกางขน พระเยซูได้ใช้โอกาสใน ยอห์น บทที่14 บอกกับเหล่าสาวกว่าพระเยซูกำลังไปที่บ้านของพระบิดา หรือ พ่อ และพระเยซูบอกด้วยว่าพระองค์ไปเพื่อเตรียมที่ให้กับสาวก แล้วสิ่งสำคัญคือพระองค์จะกลับมารับพวกเขาไปอยู่ด้วย ที่น่าสนใจมากคือที่พระเยซูทึกทักว่าเหล่าสาวกเข้าใจและรู้ว่าพระเยซูกำลังไปไหน และไปด้วยทางไหน โธมัสจึงต้องพูดออกมาว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่รู้ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน ดังนั้นพวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร?” ถ้าพูดกันตรงๆก็คือไม่รู้จักที่อยู่ของบ้านพ่อ แล้วจะไปได้อย่างไร คำตอบของพระเยซูที่ตามมายิ่งทำให้การสนทนานี้น่าสนใจยิ่งขึ้น พระเยซูตอบว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา" ก่อนหน้านี้ไม่ใช่พูดถึงบ้านพ่อเหรอ แต่แล้วพอถามเข้าจริงๆ ทำไมกลายเป็นไม่ใช่สถานที่จะไป แต่เป็นบุคคลคือพ่อต่างหากที่จะไปหา 

หลายครั้งจากยอห์นบทนี้ เราต่างเข้าใจว่าสวรรค์คือที่พระเยซูจะมารับเราไป และบนสวรรค์ผู้เชื่อทุกคนมีบ้านที่พระบิดาเตรียมให้กับเรา และบางครั้งเรายังพูดคุยสนุกว่าใครทำอะไรให้พระเจ้าเยอะก็จะมีบ้านใหญ่กว่าเป็นพิเศษ ถ้ามาหยุดคิดก็น่าคิดว่าการมีบ้านบนสวรรค์มันสำคัญมากไหม ซึ่งในพระคัมภีร์ก็ไม่มีพูดถึงเลย มีแต่ว่าในสวรรค์นั้นเราต่างตกอยู่ในความสวยงามของพระบิดาแบบหน้าต่อหน้า และตลอดเวลาเรามีแต่การนมัสการและสรรเสริญ เพราะที่นั้นเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ถ้ามีบ้านก็ไม่ต้องมีรั้วกั้น และในความเป็นลูกของพระเจ้า เราจะร่วมครอบครองกับคุณพ่อด้วยกัน

จากคำพูดของพระเยซูเองก็ได้พูดชัดมากคือพระเยซูกำลังไปหาคุณพ่อ แล้วพระเยซูก็พูดถึงข้างหน้าว่าเหล่าสาวกจะทำสิ่งที่พระเยซูทำอยู่และจะทำการใหญ่ยิ่งกว่าพระเยซู (ยอห์น 14:12) ซึ่งแน่นอนที่นี่ไม่ได้หมายถึงสวรรค์ เพราะบนสวรรค์เราไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่อีกแล้ว ยอห์น 14:18-20 "เราจะไม่ทิ้งพวกท่านให้เป็นลูกกำพร้า เราจะมาหาพวกท่าน อีกไม่นานนักโลกก็จะไม่ได้เห็นเราอีกแต่พวกท่านจะเห็นเรา เพราะเรามีชีวิตอยู่ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตอยู่ด้วย ในวันนั้นพวกท่านจะตระหนักว่าเราอยู่ในพระบิดาของเราและพวกท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในพวกท่าน" อีกครั้งหนึ่งที่ย้ำว่าไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นเวลาของเราที่อยู่บนโลกนี้ต่างหาก เพราะตรงนี้ยังพูดถึงว่าเรายังอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่สาวกบนโลกนี้ ฉะนั้นที่พระคัมภีร์พูดถึง 'ในวันนั้น' ที่พระเยซูจะอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระเยซูนั้น คือช่วงเวลาหลังจากเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูที่ทำให้เราอยู่ในสถานภาพอย่างนั้นได้ และเป็นเพราะพระเยซูที่อยู่ในเรา เราจึงอยู่กับพ่อได้อย่างพระเยซู เพราะฉะนั้นวันนี้เราได้อยู่กับพ่อแล้ว ชีวิตนิรันดร์ได้เริ่มตั้งแต่วินาทีที่เราเชื่อ ยอห์น 17:3 นี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงส่งมา 

บ้านที่แท้จริงไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นความผูกพันโดยเฉพาะกับคุณพ่อ การผูกพันนั้นบอกว่าเรามาจากไหน และเราเป็นใคร การตายและการเป็นขึ้นของพระเยซูได้ให้มนุษย์ทุกคนกลับบ้านได้และเป็นสุข

28 กุมภาพันธ์ 2559

: อุปนิสัย vs ความสามารถ และของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์


คนเราทั่วไปจะมองหาความสำเร็จ หรือไม่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ โดยเฉพาะความสำเร็จที่มาอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จในบริบทนี้หมายถึงการ
เกิดผลที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ในปริมาณ และสิ่งภายนอกที่เรามองเห็น หรือจับต้องได้ ดังนั้นความสามารถจึงเป็นตัวดึงดูดคน เพราะความสามารถคือการงาน ที่มีเป้าหมายเพื่อการผลิตผลงานต่างๆออกมาให้เห็นและชื่นชม ซึ่งผลงานแต่ละชิ้นจะเรียกร้องเวลาที่แตกต่างกันในการผลิตผลงานนั้น บางชิ้นอาจจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความสามารถ และความยากของผลงานนั้น ความสามารถเป็นทักษะ ซึ่งบางทักษะก็เป็นทักษะที่คนส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ แต่มีบางทักษะที่คงจะมีแต่คนที่มีพรสวรรค์ที่จะเรียนรู้ และพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ส่วนเรื่องอุปนิสัยนั้นก็จะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากความสามารถอย่างมาก อุปนิสัยเป็นอะไรที่ไม่ใช่มองเห็นได้ภายในเวลาอันสั้น อุปนิสัยไม่ใช่การงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อมาผลิตผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง อุปนิสัยคือพลังที่อยู่ภายในเราไม่ใช่เป็นทักษะภายนอกของเรา อุปนิสัยเป็นสิ่งที่ออกมาจากการที่เรามองตัวเองว่าเราคือใคร และเป็นคนอย่างไร อุปนิสัยจึงเป็นตัวกำหนดว่าเราจะมีความสัมพันธ์อย่างไรระหว่างเรากับทุกสิ่งที่อยู่รอบๆชีวิตเรา  เช่น อุปนิสัยจะบอกเองว่าเราเป็นคนอย่างไร ในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อน ความสัมพันธ์กับหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อุปนิสัยถูกก่อตัวในเราผ่านกาลเวลา และ ประสบการณ์ในด้านต่างๆที่นำความคิด ความเข้าใจ อารมณ์เข้ามาในตัวตนที่อยู่ในเรา และแสดงออกมาผ่านพฤติกรรมของเรา แต่ระคนจึงมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันซึ่งเป็นผลจากสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเราในอดีต 

ทั้งความสามารถ/Gifting กับ อุปนิสัย/Character เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตส่วนตัว และระดับส่วนรวม เช่นคริสตจักร เพราะต่างก็เป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตของเราและในสังคมที่เราอยู่ ซึ่งก็หมายถึงว่าถ้าเราเข้าใจผิดในการดูแลสองสิ่งนี้ แทนที่จะเป็นพรให้ตัวเองกับคนอื่น กลับกลายเป็นความเจ็บปวดที่บางครั้งถึงขั้นโบสถ์แตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นที่ต้องมาดูในพระคัมภีร์ที่ได้มีการพูดถึงหลักการในการมอง ดูแล และจัดการ ทั้งสองสิ่งนี้ 1 โครินธ์ 13:1-4 บอกไว้ว่า ใครก็ตามที่มีความสามารถ หรือ ทำอะไรได้เยอะแค่ไหนก็ตาม "....แม้ข้าพเจ้ายกทรัพย์สินทั้งหมดให้คนยากไร้และยอมพลีกายให้เอาไปเผาไฟ แต่ไม่มีความรัก ก็เปล่าประโยชน์" คริสตจักรโครินธ์ มีการใช้ของประทานฯมากมาย เรียกว่าคงจะทำให้เราปัจจุบันทึ่ง แต่คริสตจักรก็ถูกเปาโลว่ายังไม่โตแถมยังมีอาการแตกแยก จากตรงนี้เราสามารถพูดได้ว่าของประทานฝ่ายพระวิญญาณไม่ใช่เป็นตัวบ่งบอกว่าคนคนนั้นมีอุปนิสัยที่โตเป็นผู้ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับความรับผิดชอบ         ในยากอบ 3:1 "...อย่าตั้งตัวเป็นอาจารย์กันให้มากนักเลย..." เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ความรู้หรือวิธีการพูด และการสอน แต่คือ "ถ้าผู้ใดในพวกท่านฉลาดและมีความเข้าใจ ก็ให้เขาแสดงออกมาโดยการดำเนินชีวิตที่ดี โดยการกระทำอันถ่อมสุภาพซึ่งมาจากสติปัญญา" นั่งก็คือการดำเนินชีวิต เขาใช้ชีวิตอย่างไร ตรงกับที่สอนไหม ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นอย่างไร และความสัมพันธ์อื่นๆด้วย ซึ่งจากที่นี่ได้เห็นถึงว่าสิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตที่ชี้ถึงอุปนิสัยที่ดี แล้วอุปนิสัยจึงเป็นตัววัดว่าคำสอนของเขานั้นเป็นความจริงหรือเป็นของปลอม สุดท้ายใน 1 ทิโมธี 3 ได้เตือนไว้ว่าถ้าจะเลือกผู้นำ นอกจากที่ไม่ใช่ผู้เชื่อใหม่แล้วให้เรามองไปที่อุปนิสัยของคนที่เราจะเลือกผ่านชีวิตส่วนตัวของเขา ก่อนที่จะมอบหมายความรับผิดชอบพร้อมตำแหน่งในการใช้ความสามารถเขา 

เราจึงสรุปได้ว่าอุปนิสัยดีเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าความสามารถหรือของประทานฯ คนที่มีความสามารถแต่ขาดอุปนิสัยที่ดีก็อาจเป็นปัญหามากกว่าเป็นพระพร เพราะฉะนั้นขอให้เราช้าในการแต่งตั้งหรือมอบเวทีให้เขาก่อนที่เราจะได้เห็นถึงอุปนิสัยของคนที่เรามองไว้ อย่ามองแต่ความสามารถของเขาอย่างเดียว คนที่มีอุปนิสัยแต่ด้อยความสามารถ เรายังสอนและให้ทักษะแก่เขาได้ แต่คนที่มีความสามารถแต่ด้อยอุปนิสัยกลับมีโอกาสสูงที่จะสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างได้ เราต้องการทั้งสองในความสัมพันธ์ที่เหมาะสม พระคัมภีร์ที่บรรยายได้เห็นภาพชัด คือ 1 โครินธ์ 14:1 "จงดำเนินในวิถีแห่งความรักและใฝ่หาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณอย่างกระตือรือร้น โดยเฉพาะการเผยพระวจนะ" ให้เราทุกคนใฝ่หา ความสามารถเพื่อส่วนรวม แต่ให้เรามีความรักในการใช้ความสามารถนั้น ....










10 กุมภาพันธ์ 2559

: ชีวิตบาปไม่ใช่ธรรมชาติของเรา

หลายครั้งพอคุยถึงเรื่องพระคุณทีไร หลายคนก็จะบอกว่าคำสอนอย่างนี้จะทำให้คนไปทำบาปอย่างเต็มที่มากกว่า !!!! 
ในกรณีความเข้าใจแบบนี้คงต้องกลับไปดูโรมบทที่ 6 เพราะในความเป็นจริง พระคุณทำให้ตัวตนเก่าของเราที่ไร้ความหวัง ที่อยู่ในความมืด ที่เป็นทาสนั้นตายไปกับพระเยซูบนไม้กางเขน และพระคุณได้ให้ชีวิตใหม่กับเราโดยการร่วมกับพระคริสต์ที่ได้เป็นขึ้นจากความตาย ในพระคัมภีร์จึงถือว่าชีวิตบาปนั้นได้ตายไปแล้ว ชีวิตบาปนั้นจึงไม่ใช่ธรรมชาติของเราอีกต่อไป "ดังนั้นอย่าปล่อยให้บาปมาเป็นเจ้าครอบครองร่างกายที่ต้องตายของคุณอีกเลย ความบาปทำให้คุณต้องเชื่อฟังและทำตามกิเลสตัณหาของมัน คุณไม่ควรยอมให้บาปมาใช้อวัยวะส่วนไหนก็ตามของคุณเป็นเครื่องมือในการทำชั่ว แต่ให้มอบชีวิตของคุณเองกับพระเจ้า ให้สมกับเป็นคนที่ตายไปและฟื้นขึ้นมาใหม่แล้ว ดังนั้นขอให้คุณยอมให้พระเจ้าใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายคุณเป็นเครื่องมือในการทำความดี" โรม 6:12,13 
ในทิตัส 2:11,12 "เพราะพระคุณของพระเจ้าซึ่งนำความรอดมานั้นได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง สิ่งนี้สอนให้เราปฏิเสธความอธรรมและโลกียตัณหา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างคนที่รู้จักควบคุมตนเอง เป็นคนยุติธรรมและอยู่ในทางพระเจ้า" ยิ่งยืนยันถึงการงานของพระคุณที่มีต่อความบาป
พระคุณได้ให้ตัวตนใหม่กับเรา คือพระคริสต์ที่อยู่ในเรา เพราะฉะนั้นโดยพระคุณให้เราใช้ชีวิตบนตัวตนใหม่ของเรา และจากสิ่งที่พระเยซูได้ทำสำเร็จแล้ว...



4 กุมภาพันธ์ 2559

: ตัวตนเราสำคัญ EP6


อีกครั้งหนึ่งมารนำพระองค์มายังภูเขาที่สูงมาก แล้วแสดงอาณาจักรทั้งปวงของโลกกับความโอ่อ่าตระการของอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทอดพระเนตร แล้วทูลว่า ทั้งหมดนี้เราจะยกให้ท่านหากท่านกราบนมัสการเรา” 

การทดลองครั้งสุดท้ายของมาร มารเอา 'อาณาจักรทั้งปวงของโลกกับความโอ่อ่าตระการของอาณาจักรเหล่านั้น'มาแลกกับการให้พระเยซูมานมัสการ การยอมนมัสการใครบางคนหรือสิ่งใดนั้น คนที่นมัสการก็คือยอมเอาตัวเองมาอยู่ภายใต้สิ่งนั้น หรือพูดอีกด้านหนึ่งคือยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งมาครอบครองเรา และการที่เรายอมให้ใครมาครอบครองเรา ก็เท่ากับเรากำลังเอาตัวตนของเราไปขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรานมัสการ สิ่งนั้นจะเป็นตัวกำหนดเรา (สดุดี 115:8 " ผู้ที่สร้างพวกมันก็จะเป็นเหมือนพวกมัน และผู้ที่วางใจในพวกมันก็จะเป็นเหมือนกัน ") 

ในมุมของพระเจ้าการนมัสการคือการตอบสนอง หรือเป็นสิ่งสมควรจากเราต่อพระคุณและความรักที่พระเจ้าได้ให้กับเรา โดยการมอบชีวิตของเราและตัวตนของเราให้กับพระเจ้า การนมัสการจึงไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยน แต่อยู่บนพระคุณต่างหาก สิ่งที่สำคัญคือถ้าพระเยซูเลือกที่จะนมัสการมารเพราะเชื่อว่าคุณค่าของพระองค์หรือสิ่งที่กำหนดตัวตนขึ้นอยู่กับการได้เป็นเจ้าของอาณาจักรและความโอ่อ่าตระการ พระเยซูก็จะล้มลงอย่างอาดัมคนแรก แต่สรรเสริญพระเจ้าเถิด พระเยซูรู้ว่าตัวตนของพระองค์มีค่าอยู่แล้ว จากการที่พระบิดาได้ประกาศไว้เมื่อพระเยซูรับบัพติศมาว่า "นี่เป็นลูกของเรา ผู้ที่เรารัก เราพอใจเขายิ่งนัก " การเป็นลูกรักของพระบิดาคือตัวตนที่มีค่าที่สุดที่คนคนหนึ่งจะมีได้

มารเอาอาณาจักรและความโอ่อ่าตระการของอาณาจักรมาเป็นตัวล่อ หลายคร้ังมนุษย์ชอบมองหาความโอ่อ่าตระการ และเชื่อว่าความโอ่อ่าคือตัวบ่งบอกถึงความสำเร็จ หรือความยิ่งใหญ่ ส่วนอาณาจักรก็หมายถึงพลังอำนาจความรุ่งเรือง ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าการได้มันมาจะทำให้เรามีค่าและเป็นคนสำคัญ ถึงขั้นที่ยอมเอาทั้งชีวิตมาวิ่งตามหาเพื่อให้ได้มันมา แต่มาตรฐานการวัดคุณค่าตัวตนของเราแบบนี้ช่างแตกต่างจากพระเจ้าเหลือเกิน แม้พระเยซูเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ แต่ก็ยังเลือกเกิดในรางหญ้าแทนการเกิดในวังอันโอ่อ่าตระการ แม้พระเยซูเป็นนายเหนือนาย แต่ก็เลือกมาล้างเท้าสาวก มาปรนนิบัติแทนการรับการปรนนิบัติ มาให้ชีวิตออกไปเป็นเครื่องสังเวยแทนการเรียกร้องจากมนุษย์ มาจากสวรรค์ลงมาบนโลกนี้ มาให้ความรักแทนที่จะมาพิพากษา แทนที่จะถูกเรียกว่าเป็นเพื่อนกับคนสำคัญในสังคม แต่มาเป็นเพื่อนกับคนบาป แทนที่จะมาหาคนชอบธรรม แต่มาหาคนเจ็บป่วยที่ต้องการหมอ และมาตายแทนคนบาปบนไม้กางเขน ชีวิตของพระเยซูที่ดำเนินออกมาจากตัวตนที่เป็นลูกของพระเจ้านั้น เป็นชีวิตที่อุทิศเพื่อมาช่วยกู้มนุษย์ออกจากการครอบครองของมาร กลับสู่พระบิดา และหลุดจากผลของอาดัมคนแรก 


เพราะฉะนั้น การรู้จักตัวตนที่แท้จริงในพระเจ้านั้นจึงเป็นพลังมหาศาลที่ขับเคลื่อนชีวิตของเรา ช่วยทำให้เราสามารถมีชีวิตแบบพระเยซูได้เหมือนที่พระคัมภีร์กล่าวว่า ความจริงทำให้เราเป็นไท ในขณะที่เราเชื่อในความจริงที่ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์นั้น ความจริงนี้จะปลดปล่อยเราเข้าสู่ชีวิตที่สมบูรณ์และบริบูรณ์ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้


16 มกราคม 2559

: มองหาคนพิเศษ

ก่อนมารู้จักพระเจ้า ในเวลานั้นทางบ้านชอบพาไปหาหมอดู ทุกครั้งไปพร้อมกับหลายความรู้สึก ตื่นเต้นว่าเขาจะพูดอะไร แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกกลัว กลัวเขาจะพูดอะไรที่ไม่ดี มันเหมือนกับว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคำพูดของหมอดูคนนั้น ความรู้สึกนี้ถูกตอกย้ำด้วยการเคารพที่เกินกว่ามารยาททั่วไปจากคนที่มาหา เช่นการให้เงินที่เยอะหรือให้สิ่งของที่แพงกับหมอดู หรือแม้การพูดคุยก็เล็งถึงความสำคัญในพลังพิเศษและอิทธิพลที่หมอดูมีอยู่เหนือคนที่ไปหา 

พอมาเชื่อพระเจ้าก็พบว่า ...

ในวงการคริสเตียนก็มีคนวิเศษที่มีสถานภาพคล้ายๆหมอดูในสังคมคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า คือคนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะเป็นคนพิเศษ แล้วก็มีกลุ่มคนที่พร้อมจะยกชูและยำเกรงคนพิเศษเหล่านี้ด้วยเงินทองคำพูดและสิ่งของเช่นกัน คนพิเศษเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญในโบสถ์และหรือมีความสามารถโดดเด่น เช่นสอนได้ เผยได้ รักษาโรคได้เป็นต้น บางครั้งการที่จะเป็นคนพิเศษก็จะอ้างเบื้องบนว่าเป็นผู้ที่ได้รับการเจิมจากพระเจ้า

ช่วงแรกๆผมก็เป็นคนหนึ่งที่มองหาคนพิเศษเพราะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาที่ต้องพึ่งพาคนที่ดีกว่าเรา แต่แล้วก็เริ่มมีคำถามขึ้นมาหลังจากได้อ่านเจอพระคัมภีร์สองตอนในหนังสือกิจการ คือ กิจการ 3:1-16 และ 14:8-20 ทั้งสองเป็นเหตุการณ์ที่มีเนื้อหาคล้ายกัน ทั้งสองบันทึกถึงพฤติกรรมของอัครทูตที่มีต่อฝูงชนในขนาดที่ฝูงชนพยายามจะยกย่องสรรเสริญอัครทูตเพราะอัครทูตได้ทำการอัศจรรย์ จากพระคัมภีร์เราเห็นได้อย่างชัดว่าในทั้งสองเหตุการณ์ อัครทูตที่เกี่ยวข้องต่างพยายามปฏิเสธการถูกมองเป็นคนวิเศษโดยการปฏิเสธการยกย่องที่ฝูงชนจะให้ ใน กิจการ 3:1-16 หลังจากที่เปโตรได้รักษาคนง่อยที่ประตูพระวิหารและ "คนทั้งปวงต่างประหลาดใจและพากันวิ่งมาหาพวกเขาในบริเวณที่เรียกว่าเฉลียงของโซโลมอน" จากนั้นเปโตรก็พูดอย่างชัดมากว่าที่เขารักษาได้ไม่ใช่เพราะ "ด้วยฤทธิ์อำนาจหรือความชอบธรรมของเราเอง" และส่วนเหตุการณ์ที่สอง เปาโลฉีกเสื้อผ้าตัวเองแล้วพูดอย่างชัดว่า "ท่านทั้งหลาย เหตุใดจึงทำเช่นนี้ ? เราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเช่นเดียวกับพวกท่าน" 

ทั้งสองพยายามทุกอย่างที่จะไม่รับการยกย่องที่มองพวกเขาเป็นคนพิเศษ และพยายามบอกกับทุกคนว่าการที่เขาทำการอัศจรรย์ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากลายเป็นคนวิเศษ  


จึงอดไม่ได้ที่มีคำถามว่าทำไมช่างแตกต่างจากสิ่งที่เห็นในวงการคริสเตียนปัจจุบัน !!! 




: วินิจฉัย vs พิพากษา

ในโบสถ์จะสอนเสมอว่าอย่าไปพิพากษาคนอื่นๆ
แต่พอได้หยุดคิดแล้วสังเกตุสภาพของคริสเตียนทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ จะพบว่าส่วนใหญ่ในคนกลุ่มนี้สับสนระหว่างการวินิจฉัยกับการพิพากษา พระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่าตอนเรามารับเชื่อใหม่ๆนั้นเรารับความรู้และประสบการณ์อย่างง่ายๆที่เราไม่ต้องคิดมาก ซึ่งพระคัมภีร์ก็เปรียบสิ่งเหล่านั้นเหมือนน้ำนมที่เราไม่ต้องใช้แรงมากที่จะแยกแยะวินิจฉัย แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ต้องเริ่มกินอาหารแข็ง ส่วนหนึ่งของการกินอาหารแข็งคือการแยกแยะวินิจฉัย พระคัมภีร์บอกให้เราวินิจฉัยวิญญาณที่อยู่เบื้องหลังการสำแดงต่างๆ (1โครินธ์12:10) วินิจฉัยคำเผยพระวจนะว่ามาจากพระเจ้าหรือเปล่า (1โครินธ์ 14:29) และวินิจฉัยคำสอนว่าเป็นคำสอนข่าวประเสริฐเรื่องพระคุณหรือเปล่า (กาลาเทีย 1:6-9; 2:14) 

นี่เป็นสิ่งพื้นฐานที่เราต้องทำ แต่สิ่งที่เห็นคือโบสถ์ไม่ค่อยสอนเรื่องการวินิจฉัย ทำให้ผู้ตามไม่กล้าที่จะวินิจฉัยกลัวว่าความคิดเห็นที่แสดงออกไปนั้นจะกลายเป็นการพิพากษา สุดท้ายการวินิจฉัยเลยตกอยู่กับผู้นำ พระกายก็อยู่ในสภาพที่ไม่โตหรือผิดปกติ ผู้ที่ควรกินอาหารแข็งก็ยังกินน้ำนม บางครั้งจึงเห็นผู้ตามมองหาแต่ผู้นำแทนที่จะมองไปที่พระเจ้า อีกสถานการณ์หนึ่งที่เห็นคือทั้งผู้นำและผู้ตามจะถูกซัดไปซัดมาตามคลื่นคำสอนต่างๆ ซึ่งบางครั้งทำให้หลงจากเป้าหมายที่พระเจ้าให้มาหรือสูญเสียตัวตนไปเลย 

ขอพระเจ้าช่วยพวกเราทั้งผู้นำและผู้ตามให้ลุกขึ้นและยืนอยู่บนความจริงซึ่งเป็นผลจากการวินิจฉัย


อยากอ่านความคิดเห็นจากคุณ ..... ? 


15 มกราคม 2559

: ตัวตนเราสำคัญ EP 5


การทดลองครั้งที่ 2  ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้าจงกระโดดลงไปเถิด เพราะมีคำเขียนไว้ว่า “ พระองค์จะทรงบัญชาทูตสวรรค์ของพระองค์ให้ดูแลท่าน ทูตเหล่านั้นจะยื่นมือประคองท่านเพื่อไม่ให้เท้าของท่านกระทบหิน "

ครั้งนี้มารล่อพระเยซูให้พิสูจน์ตัวตนด้วยการท้าท้ายให้พระเยซูกระโดดลงจากที่สูง ให้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์และเรียกร้องพระเจ้าให้ทำการอัศจรรย์มาช่วยพระเยซูออกจากสถานการณ์นั้น ทั้งนี้ก็เพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นคนพิเศษ แต่จากความจริงที่พระเยซูได้ยึดไว้และประกาศว่า "มีคำเขียนไว้เช่นกันว่า ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน' " นั่นก็หมายถึงว่าถ้าพระเยซูทำตามที่มารเสนอเพื่อมาพิสูจน์ตัวตนของตัวเอง พระเยซูก็กำลังทดลองคุณพ่อ การทดลองแสดงถึงการไม่ไว้วางใจในพระเจ้าและความรักที่พ่อมีให้เรา การที่เราเลือกเอาตัวเองเข้าไปในสถานการณ์ที่อันตราย หรือสถานการณ์ที่เกินความสามารถที่เราจะแก้ไขได้เองด้วยเหตุผลเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นคนพิเศษที่พระเจ้าจะมาช่วยเราอย่างอัศจรรย์ มันช่างเป็นเหมือนเด็กเอาแต่ใจตัวเองที่เรียกร้องความสนใจและละเลยความรักจากพ่อที่ได้สำแดงมาแล้วและโยนความรับผิดชอบของเราให้กับพระเจ้า 

นอกจากทดลองพระเจ้าแล้ว เรากำลังเอาประสบการณ์พิเศษเป็นตัววัดคุณค่าของเราหรือเป็นตัวกำหนดตัวตนของเราเอง โดยมองข้ามความจริงที่ว่าการตายของพระเยซูบนไม้กางเขนคือความรักสูงสุดที่ได้สำแดงต่อเรา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กำหนดตัวตนของเราด้วย อย่างที่ได้เขียนไว้ใน 1 ยอห์น 3:1,16 " ความรักที่พระบิดาทรงมีต่อเราทั้งหลายนั้นใหญ่หลวงปานใดในการที่เราได้ชื่อว่าบุตรของพระเจ้า! และเราก็เป็นเช่นนั้น!...เช่นนี้เราจึงรู้ว่าความรักคืออะไร คือที่พระเยซูคริสต์ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อเรา... "

บางเวลาพระเจ้าให้เรามีประสบการณ์พิเศษจากการที่พระองค์ทรงช่วยกู้เราจากปัญหาหรือจากอันตรายที่เราเลือกเข้าไปเอง หรือที่เราเป็นคนก่อ นั่นคือพระคุณและพระเมตตาจากพระเจ้า  แล้วยังมีประสบการณ์อื่นๆที่ทำให้เรารู้สึกถึงความรักของพระเจ้า ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือพระเจ้าทรงรักเรา ประสบการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะไม้กางเขน และอุโมงค์ที่ว่างเปล่า จากไม้กางเขนเราได้คืนดีกับพระเจ้า เราได้รับความรักจากพระเจ้า เราได้เกิดใหม่ พระคริสต์มาอยู่ในเรา ทั้งหมดนี้ก็เพราะการตายและการเป็นขึ้นของพระเยซู

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่จะให้ไม้กางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่านั้นเป็นความจริงมากข้ึน ทำให้เราเป็นไทสู่การดำเนินชีวิตประจำวันด้วยตัวตนใหม่ที่มีพระเยซูอยู่ในเรา และให้เราสรรเสริญพระเจ้าทุกครั้งที่เรามีประสบการณ์พิเศษจากพระเจ้าที่ไม่เคยหยุดรักเราเลย ... 

4 มกราคม 2559

การแตกแยกในคริสตจักรกับไม้กางเขน


นคริสตจักรมีหลายสถานการณ์ที่เรียกร้องให้ผู้นำและผู้ตามหันมาเผชิญหน้ากันเพื่อแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์หนึ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดข้ึนในคริสตจักรเลยแต่ได้เกิดข้ึนมาเยอะพอสมควร นั่นก็คือการแตกแยกทั้งภายในและระหว่างคริสตจักร 

ที่ผ่านมาในเมืองไทยเราเห็นตัวอย่างมากมายที่คริสตจักรเกิดใหม่เป็นผลมาจากการแตกแยก แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาใหญ่ แต่บ่อยครั้งเรากลับเห็นถึงการขาดความรู้ความเข้าใจและทักษะเพียงพอที่จะเผชิญหน้าและแก้ไขสถานการณ์แบบนี้ด้วยกัน หลายครั้งเราเห็นการแตกแยกที่ปราศจากการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง โดยต่างฝ่ายต่างใช้ข้ออ้างบางอย่างมาแสดงว่าตนเป็นฝ่ายถูก เช่น เรากำลังเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ หรือ คริสตจักรเราได้ถูกเลือกจากพระเจ้าผ่านคำเผยฯ เป็นต้น 
ทุกการแตกแยกล้วนนำสู่ความเจ็บปวดที่ไม่มีใครอยากได้ ...  วิธีเยียวยานอกเหนือกจากขบวนการแก้ไขความขัดแย้งแล้ว การป้องกันก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วย การป้องกันโดยมาทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้เกิดความแตกแยกแล้วมาหาทางกันไม่ให้มันเกิดข้ึน ทั่วไปเราพบว่ามีเหตุผลหลายประการที่ก่อให้เกิดการแตกแยก แต่จากพระคัมภีร์หนังสือ 1 โครินธ์ บทที่ 1 จะพบถึงเหตุผลหนึ่งที่เป็นการนำความแตก แยกเข้ามาในคริสตจักรอย่างแนบเนียน ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการหว่านเมล็ดแห่งการแตกแยกใน
คริสตจักร ที่พอรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว

สภาพการแตกแยกในคริสตจักรโครินธ์คือ “การโต้เถียงกันหลายครั้งในหมู่พวกท่าน ข้าพเจ้าหมาย ความว่าคนหนึ่งในพวกท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าติดตามเปาโล" อีกคนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าติดตามอปอลโล" อีกคนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าติดตามเคฟาส" และอีกคนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าติดตามพระคริสต์" "   ให้เราลองใส่ชื่ออาจารย์ที่เรารู้จักแทนที่ อาจช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์มากข้ึน ในกรณีนี้แม้อ้างติดตามพระคริสต์ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา คำถามที่ต้องถามคืออะไรทำให้คริสตจักรโครินธ์ซึ่งมีการใช้ของประทานอย่างมากมายมาถึงจุดนี้ได้ สิ่งแรกที่พบคือเปาโลบอกว่าเขาดีใจที่ได้บัพติศมาไม่กี่คนในโครินธ์ จากตรงนี้เราจึงเข้าใจได้ว่าคนในคริสตจักรมองไปที่ผู้นำหรือคนที่ทำบัพติศมาให้แก่เขาแล้วสรุปว่าจะตามใคร แต่แล้วเปาโลก็ประกาศชัดว่าเป้าหมายภารกิจของท่าน คือ "พระคริสต์ไม่ได้ส่งข้าพเจ้ามาเพื่อให้บัพติศมา แต่เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐ" และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ "ไม่ใช่ด้วยวาทะคมคายตามสติปัญญาของมนุษย์เพราะเกรงว่าไม้กางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์อำนาจ" นี่ก็บ่งบอกถึงเหตุผลหลักของการแตกแยกในคริสตจักรโครินธ์ที่ผ่านมา ทั้งผู้รับกับผู้สอนนั้นต่างมองหาแต่ "วาทะที่คมคาย" ที่ "ตามสติปัญญาของมนุษย์" แต่ไม่ได้ชี้ไปถึงหรือช่วยให้ผู้รับมองไปถึงไม้กางเขนซึ่งก็คือการตายและการเป็นข้ึน มาของพระคริสต์ ดังนั้นการประกาศหรือการสอนด้วย "วาทะคมคายตามสติปัญญาของมนุษย์" ก็กลายเป็นการหว่านเมล็ดการแตกแยกเข้าไปในคริสตจักรด้วย

"วาทะที่คมคาย" หมายถึงทักษะการนำเสนอข้อมูลความรู้ที่รวมถึงความมั่นใจในตัวเองในการนำเสนอ " ตามสติปัญญาของมนุษย์ " นี่ก็ชี้ถึงทักษะและข้อมูลความรู้ทั้งหลายที่ถูกเสนอ ซึ่งถ้าไม่ได้ชี้ไปถึงไม้กางเขนก็เป็นแค่สติปัญญาของมนุษย์ ซึ่งง่ายมากที่จะนำคนมองไปที่มนุษย์ ในกรณีนี้ก็คือผู้สอนหรือผู้นำ คนก็จะมองหาผู้นำที่เก่ง มีทักษะในการนำเสนอ ผู้นำที่ดูมั่นใจ มีของประทานฯที่มีความรู้รวมทั้งความรู้พระคัมภีร์ ผู้นำที่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้ถ้าไม่ยอมลดความสำคัญของตัวเองลงแล้วนำผู้รับไปที่กางเขน เขาก็กำลังทำตัวมาแทนที่ความสำคัญของไม้กางเขน หรือที่พระคัมภีร์บอกว่า "เพราะเกรงว่าไม้กางเขนของพระคริสต์จะหมดฤทธิ์อำนาจ"

กิจการ 3:1-16 และ 14:8-20 ทั้งสองเป็นเหตุการณ์ที่มีเนื้อหาคล้ายกัน ทั้งสองบันทึกถึงพฤติกรรมของอัครทูตที่มีต่อฝูงชนในขณะที่ฝูงชนพยายามจะยกย่องสรรเสริญอัครทูตเพราะอัครทูตได้ทำการอัศจรรย์ จากพระคัมภีร์เราเห็นได้อย่างชัดว่าในทั้งสองเหตุการณ์ อัครทูตที่เกี่ยวข้องต่างพยายามปฏิเสธการถูกมองเป็นคนวิเศษโดยการปฏิเสธการยกย่องที่ฝูงชนจะให้ ในกิจการ 3:1-16 หลังจากที่เปโตรได้รักษาคนง่อยที่ประตูพระวิหารและ"คนทั้งปวงต่างประหลาดใจและพากันวิ่งมาหาพวกเขาในบริเวณที่เรียกว่าเฉลียงของโซโลมอน" จากนั้นเปโตรก็พูดอย่างชัดมากว่าที่เขารักษาได้ไม่ใช่เพราะ "ด้วยฤทธิ์อำนาจหรือความชอบธรรมของเราเอง" และส่วนเหตุการณ์ที่สอง เปาโลฉีกเสื้อผ้าตัวเองแล้วพูดอย่างชัดว่า "ท่านทั้งหลาย เหตุใดจึงทำเช่นนี้ ? เราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเช่นเดียวกับพวกท่าน" ทั้งสองพยายามทุกอย่างที่จะไม่รับการยกย่องที่มองพวกเขาเป็นคนพิเศษ และพยายามบอกกับทุกคนว่าการที่เขาทำการอัศจรรย์ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขากลายเป็นคนวิเศษ ' (ยกมาจากโพสต์วันที่ 5 ตุลาคม 2558 ใน เฟซบุ๊ต Thai Vineyard Friends Community)
"พวกยิวเรียกร้องหมายสำคัญ และพวกกรีกมองหาสติปัญญา" 

แล้วคนไทยพวกเรามองหาอะไร?  ผมขอใช้คำว่า 'ไฮบริด' คือเราคนไทยมองหาทั้งสองอย่าง เรามองหาคนที่ทั้งทำหมายสำคัญการอัศจรรย์ และคนที่มีสติปัญญารวมถึงความรู้พระคัมภีร์ แต่ถึงเวลาแล้วที่เราทั้งผู้สอนและผู้รับต้องมองไปที่ไม้กางเขนของพระเยซู แม้กางเขนจะเป็น “เป็นหินสะดุดสำหรับพวกยิวและเป็นเรื่องโง่ๆ สำหรับพวกต่างชาติ" เพื่อ "ให้ท่านทุกคนปรองดองกันเพื่อจะไม่มีความแตกแยกใดๆในหมู่พวกท่าน และเพื่อท่านจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ทั้งในความคิดและจิตใจ"


3 มกราคม 2559

ตัวตนเราสำคัญ EP. 4


ก่อนที่จะมาดูการล่อลวงที่พระเยซูต้องเผชิญ ให้เรามาทำความเข้าใจถึงสภาพของพระเยซูในเวลาที่ถูกล่อลวง ในพระคัมภีร์ไม่ได้มีคำบรรยายเกี่ยวกับสภาพของพระเยซู แต่มีข้อมูลที่ว่าเป็นการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร นั่นหมายถึงความแห้งแล้ง ความยากลำบาก ความโดดเดี่ยว ความขัดสน บวกกับการอดอาหารมา 40 วันหรือระยะเวลายาวระยะหนึ่งที่เพิ่มความต้องการทางกายที่หิวโหยและทางจิตใจที่เหนื่อยล้าในพระเยซู  

ดูเหมือนว่าวิธีการล่อลวงที่เกิดขึ้นกับอาดัมคนที่หนึ่งในปฐมกาลกับอาดัมคนที่สองหรือพระเยซูแมัจะแตกต่างกันในรายละเอียดหลายเช่น บุคคล เวลา สถานที่ เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่เหมือนกันคือเป็าหมายของการล่อลวง นั่นคือการแย่งชิงการครอบครองโดยมีตัวตนของมนุษย์เป็นเดิมพัน ส่วนวิธีการล่อลวงก็คล้ายๆกันก็คือการพูดให้มนุษย์ปฏิเสธความจริงจากพระเจ้า(ที่บอกว่าเราดีแล้ว) และหลอกว่าตัวตนของเรายังไม่ดีพอ เราไร้ค่าเพราะมีจุดอ่อนหรือความต้องการต่างๆ แล้วให้หันมาพี่งตัวเองในการตอบสนองความต้องการนั้นๆ เชื่อว่าเพื่อสุดท้ายจะได้มาซึ่งตัวตนที่ดีขึ้นกว่าเดิม
การล่อลวงครั้งแรกของพระเยซู
มัทธิว 4: 2-4 
2 หลังจากอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้ว พระเยซูทรงหิว 3 มารผู้ทดลองได้มาหาพระองค์และทูลว่า " ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง "
4 พระเยซูตรัสตอบว่า " มีคำเขียนไว้ว่า ' มนุษย์ไม่อาจดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวแต่ดำรงชีวิตด้วยทุกถ้อยคำจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า '

"ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า" ข้อนี้ชี้ถึงเป็าหมายในการล่อลวงคือให้พระเยซูปฏิเสธตัวตนที่แท้จริงที่พระเจ้าให้มา หันไปเชื่อฟังมาร ซึ่งก็กลับไปเหมือนตอนปฐมกาลที่ถูกล่อให้เชื่อฟังมาร เพื่อจะได้มาซึ่งตัวตนที่ดีโดยผ่านการกระทำ แต่ครั้งนี้มารล่อด้วยการใช้สิ่งที่เรารู้สึกว่าขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิต พระเยซูเผชิญด้วยการเชื่อความจริงเสมอแม้อยู่ในสภาวะที่มีความต้องการมากมาย ความต้องการกับอารมณ์ในเวลานั้นก็ไม่อาจลบหรือเปลี่ยนความจริงที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ ความจริงก็คือในชีวิตเราทุกคนล้วนมีหลายสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิตตามความต้องการจากร่างกายใจและวิญญาณของเรา (เว้นแต่อากาศที่เราต้องการทุกเวลา) แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่เราขาดแล้วจะทำให้เราตายได้แม้กระทั่งการขาดอาหาร ในสถานการณ์นี้จากคำตอบของพระเยซู เรารู้ได้เลยว่านอกเหนือจากสิ่งทั้งหลายที่ตอบสนองความต้องการของเราแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือพระคำของพระเจ้าที่ช่วยดำรงชีวิตของเราไว้ 

ถ้าพระเยซูตกหลุมมาร พระเยซูก็เอาตัวเองมาอยู่ภายใต้มาร และปล่อยให้ตัวเองเชื่อคำโกหกว่ามีบางสิ่งในชีวิตที่เราขาดไม่ได้(ในกรณีนี้คืออาหาร) การล้มลงต่อการล่อลวงของมารจะเหมือนกับอาดัมคนแรกอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นพระเยซูก็จะไม่เหมาะที่จะเป็นตัวแทนมนุษย์ไปที่ไม้กางเขน ดังนั้นความต้องการนั้นจึงเป็นตัวกำหนดตัวตนของเรา เราก็จะพยายามทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา และทำทุกอย่างเพื่อจะไม่ต้องสูญเสียมันไป ชีวิตและตัวตนของเราจึงมาอิงอยู่กับสิ่งนั้น แทนที่จะไว้วางใจในพระเจ้า

หลายครั้งในชีวิตเราจะได้ยินคนพูดกันว่า 'ทำเพื่ออยู่รอด' เราต่างต้องทำเพื่อให้ได้หลายสิ่งหลายอย่างมาที่เราเชื่อว่าเราต้องมีก่อนเราจึงจะอยู่รอดได้ เพราะความเชื่อนี้เราจึงมีวิถีชีวิตและนิสัยที่เปลี่ยนไป หรือ บางครั้งเราได้ยินตำพูดว่า 'ชีวิตนี้ฉันขาดเธอไม่ได้' ความเชื่อแบบนี้ทำให้เราต้องทำและเป็นทุกอย่างตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้อีกคนหนึ่งจากเราไป ความสัมพันธ์เช่นนี้อาจเริ่มด้วยความรักและความห่วงใยแต่สุดท้ายก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ผูดมัดไร้เสรีภาพไปเลย

ให้เราต่างเป็นกำลังใจกันและกันที่จะเชื่อว่าพระคำที่ว่า ' มนุษย์ไม่อาจดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวแต่ดำรงชีวิตด้วยทุกถ้อยคำจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ' เป็นความจริงที่ไม่ขึ้นกับความรู้สึกและอารมณ์ของเรา และเป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแม้สภาวะรอบๆตัวเราจะเปลี่ยนไป